เนื่องในโอกาสวันพระใหญ่นี้ผมจึงขอเขียนประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ทั้งที่ในประเทศเรามีการปลูกฝังศาสนาพุทธ
อย่างเข้มข้น แต่กลับกลายเป็นว่าในบางพื้นที่หรือบางกิจกรรมตามสังคมกลับเต็มไปด้วยความมักง่ายและไม่ค่อยนึกถึงใจเขาใจเรา
ตรงนี้ต้องเริ่มโดยย้อนดูที่ระบบการศึกษาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม (อาจถึงในมหาวิทยาลัย) จะพบว่าหลักสูตรมีเนื้อหาวิชาเรียนเกี่ยวกับศาสนาแทรกอยู่ในวิชาสังคม รวมถึงผนวกกิจกรรมทางศาสนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่ตอนเช้าที่ทุกคนต้องสวดมนต์หลังเคารพธงชาติ ในโรงเรียนที่ผมเคยเรียน มีการสวดมนต์ยาวสัปดาห์ละหนึ่งวันด้วย โดยจะกระจายเสียงผู้นำสวดไปยังทุกห้อง (แน่นอนมีเพียงหยิบมือที่จะสวดกันอย่างจริงจัง) ตอนมัธยมก็ต้องเจอกับการสอบสวดถวายสังฆทาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาสังคมศึกษา รวมถึงกิจกรรมทางด้านพุทธศาสนา เช่น การตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง การทำเทียนพรรษาประกวด
ลองพิจารณากันว่ารูปแบบที่ให้ศาสนาพุทธแทรกซึมอยู่ในทุกอณูการศึกษา ได้เข้าไปในการใช้ชีวิตประจำวันให้เราเป็นคนดีหรือไม่ แน่นอนว่าการจะวัดว่าใครเป็นคนดีหรือเลวแบบเบ็ดเสร็จไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลากหลาย และมีบรรทัดฐานทางสังคมย่อยที่ใช้พิจารณาความดีหรือเลวต่างกัน ดังนั้นอยากจำกัดกรอบให้ง่ายขึ้น โดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย ให้ดูที่ว่าพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราไปสร้าง “ผลกระทบภายนอก” ในทางลบให้แก่ผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งผลทางลบที่เกิดขึ้นก็คือ “ต้นทุน” ที่สังคมต้องจ่ายไปนั่นเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินเสมอไป
ผลกระทบภายนอกทางลบสามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมทางสังคมไร้ระเบียบที่พบได้ทุกวัน เช่น การใช้รถใช้ถนนแบบตามใจฉัน หรือจะเป็นการทิ้งขยะที่ไม่เป็นที่เป็นทางจนนำไปสู่ปัญหาการระบายน้ำไม่ทันเมื่อเจอพายุฝนในเขตเมือง หรือในกรุงเทพฯ พฤติกรรมที่ไม่เป็นระเบียบเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบภายนอกและต้นทุนทางสังคม
จะเห็นความย้อนแย้งที่ว่าการปลูกฝังศาสนาผ่านระบบการศึกษาที่อยากให้เราเป็นคนดีในทุกปริมณฑลของชีวิตกลับกลายเป็นว่า ในชีวิตจริงเราต่างมีพฤติกรรมที่ไร้ระเบียบและสร้างผลกระทบภายนอกจนเกิดต้นทุนทางสังคมดังที่เห็น อีกทั้งพื้นที่ๆ บริสุทธ์และและกิจกรรมที่ดีงามกลับกลายไปอยู่ที่วัดและกิจกรรมที่เกี่ยวกับศาสนา ซึ่งถือเป็นเพียงหน่วยย่อยหนึ่งในสังคม หากเราเทียบกับประเทศที่พัฒนาอื่น เช่น ออสเตรเลีย ในเมืองซิดนี่ย์ที่ผมเคยอาศัยช่วงหนึ่งจะพบว่าความเรียบร้อยของบ้านเมือง และระเบียบการใช้ถนนดีกว่ามาก (เช่น ในเขตจำกัดความเร็ว รถทุกคันวิ่งความเร็วเท่ากันหมด) แน่นอนว่ากรณีนี้ผมไม่โทษศาสนา
แต่อยากเสนอว่าการศึกษาที่ผ่านมาเราขาดพื้นที่การขัดเกลาศีลธรรมทางเลือกแบบที่ไม่ต้องยึดโยงกับความดีในแบบพุทธหรือไม่ อยากให้ดูตัวอย่างในรัฐนิวเซาต์เวลล์ ออสเตรเลีย ซึ่งระบุชัดเจนว่าเด็กในชั้นประถมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะไม่ต้องเรียนศาสนา โดยผู้ปกครองสามารถเลือกให้บุตรหลานว่าอยากให้เรียนศาสนาในโรงเรียน หรือจะไปเรียนคอร์สด้านจริยธรรมที่อาจมีเอกชนเป็นผู้จัดการ (ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ใช้หักภาษีได้) ซึ่งรูปแบบหลักสูตรจริยธรรมสำหรับเด็กจากตัวอย่างที่ผมเข้าไปดูคร่าวๆ (ลองเข้าไปดูที่ www.primaryethics.com.au) ก็จะเน้นไปที่การหัดตั้งคำถามต่อ moral authority คือการมองความเป็นไปได้ที่อำนาจทางการ ศาสนา (หรือแม้กระทั่งผู้ปกครอง) จะเข้ามากำหนดบงการว่าอะไรคือความดีหรือเลวอย่างเบ็ดเสร็จโดยขาดเหตุผล รวมถึงการตั้งอภิปรายเรื่อง moral relativism (ที่มองว่าไม่มีรูปแบบศีลธรรมที่เป็นสากล) โดยการสอนไม่ได้ต้องการบอกว่าศีลธรรมเป็นสากล แต่เป็นการหาข้อบกพร่องของศีลธรรมด้วยเหตุผล ซึ่งจะสร้างให้ผู้เรียนไปสู่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีเหตุผลทางจริยศาสตร์ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ
ผมคงไม่ขอสรุปแบบง่ายๆ ว่าหากเรามีหลักสูตรแบบนี้แล้วความไร้ระเบียบจะหายไป แต่สิ่งที่สามารถคิดต่อได้คือการปลูกฝังศีลธรรมโดยใช้จริยศาสตร์ที่อิงกับการใช้เหตุผล ไม่ใช่ศีลธรรมตายตัวในแบบศาสนา สร้างความเป็นไปได้ที่จะขยายปริมณฑลของพฤติกรรมทางสังคมที่ดีให้มากกว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา และสามารถเป็นการทำความดีที่ไม่ต้องอิงกับสัญลักษณ์ของศาสนา ไปสู่การใช้เหตุผลใคร่ครวญถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่จะมีผลกระทบทางลบทางสังคมให้มากขึ้น
......และอาจตามมาด้วยจำนวนซองผ้าป่าที่น้อยลง
-------------------
นรชิต จิรสัทธรรม
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น






