มีคนถามว่าหกเดือนหลังของปีนี้
มีอะไรที่ต้อง “เฝ้าระวัง” ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ที่จะมีผลต่อความเป็นไปของไทยบ้าง?
บางคนกลัวว่าอาการ “ช็อก” ที่เกิดกับอังกฤษในกรณีประชามติ Brexit จะเกิดกับ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.ของไทย
ผมเชื่อว่าไม่ว่าผลการลงคะแนนประชามติจะออกมาอย่างไร ก็คงไม่มีอะไรที่จะช็อกคนไทยได้อีกต่อไป
ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ความไม่แน่นอนก็ยังจะดำเนินต่อไปในระบอบการเมืองไทย เพราะเมื่อ “ความปรองดองและสมานฉันท์” ไม่เกิด และยังไม่มีทีท่าว่าจะเกิด ไม่ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญสูตรไหน ความเป็น “ปกติสุข” ก็ยังไม่อาจจะกลับมาได้
เมื่อสังคมไทยกลายเป็นว่าทุกเรื่องจะมีสองฝักสองฝ่าย ทุกประเด็นจะแยกกันเป็นสองด้าน โดยที่เหตุและผลกับข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของการใช้วิจารณญาณ ความขัดแย้งก็ยังจะคงอยู่เช่นนี้
ทุกฝ่ายก็ยังจะอ้างว่าตนเองเป็น “ประชาธิปไตย” กว่าอีกข้างหนึ่ง
ตราบที่ความร่วมมือผนึกกำลัง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ในระบอบการปกครองที่ยึดมั่นในความชอบธรรม โปร่งใส และเคารพในความเห็นที่แตกต่างยังไม่เกิด ตราบนั้นก็ยังจะไม่มีความสงบสุขที่นำไปสู่ภาวะ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง
หกเดือนหลังของปีจะเป็นช่วงที่คนไทยช่วยกันวิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นหรือยังและจะเป็นไปในรูปแบบใด
กูรูบางท่านบอกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องค่อนข้างยากและต้องกินเวลายาวนาน หรือจะเป็นรูป L ซึ่งสะท้อนว่าอัตราโตของเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ที่ระดับต่ำ คือประมาณ 2.5-3.0 และจะลากยาวไปอย่างนี้อีกระยะหนึ่ง
แน่นอนว่าจะไม่ใช่เป็นการฟื้นแบบตัว V เพราะไม่มีแรงผลักพลังสูงอะไรที่จะกระชากให้เศรษฐกิจพุ่งขึ้นอย่างแรงได้ในระยะเวลาอันสั้น
หากจะเป็นตัว U ก็ยังมองไม่เห็นปัจจัยชัดเจนที่จะทำให้เกิดแรงส่งในอีก 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้าที่จะเห็นการฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้
เพราะแรงส่งจากข้างนอกก็ยังจะไม่เกิดในช่วงสั้นๆ ตรงกันข้ามกลับจะมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง เช่นผลพวงจากการลงประชามติให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ที่ยังสร้างความสับสนให้กับทั้งโลก เพราะไม่รู้ว่าคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเดินหน้าเจรจาการถอนตัวออกจากอียูอย่างไร ต้องใช้เวลานานเพียงใด และผลที่กระทบต่อการค้าการลงทุน, อัตราแลกเปลี่ยนและการไหลเทของเงินในตลาดหุ้น และตลาดการเงินการทองทั้งหลายจะต้องผันผวนแปรปรวนไปอีกนานเท่าใด
บางคนมองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ วันที่ 8 พ.ย.นี้ จะออกหัวออกก้อยก็ยังบอกไม่ได้
หาก ฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง นโยบายสหรัฐอาจจะเพิ่มแรงกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชน และมาตรฐานแรงงานรวมไปถึงมาตรฐานของคำว่า “ประชาธิปไตย” มากน้อยเพียงใด
ยิ่งหากเกิดอาการช็อกจาก โดนัล ทรัมป์ แห่งพรรครีพับบลิกันได้เข้าไปนั่งทำเนียบขาว ความปั่นป่วนและไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐในทุกๆ ด้านจะมีผลกระทบต่อทั้งโลกและไทยอย่างไรก็ยังไม่อาจจะประเมินได้ในขณะนี้
แน่นอนว่าเศรษฐกิจจีนยังเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ เพราะการชะลอตัวของจีนมีผลตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาต่อไทยชัดเจน จากนี้ไปอีกหกเดือน ความกังวลเรื่อง “หนี้เสีย” ในระบบสถาบันการเงินของจีนจะกลายเป็นเรื่องจริงหรือรัฐบาลปักกิ่งมีทาง “ประคอง” ไม่ให้เกิดอาการตกตื่นได้มากน้อยเพียงใด
นี่ยังไม่นับว่าจากนี้ไปถึงสิ้นปีจะเกิด “สงคราม” และ “เหตุก่อการร้าย” รุนแรงระดับโลกที่สามารถสร้างความสยองขวัญ อันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในด้านต่างๆ อย่างไรบ้าง
สรุปได้ว่าสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่ในภาวะ “ไม่น่าไว้วางใจ” และ “มุ่งหวังทางดี แต่เตรียมตัวทางร้าย” เอาไว้เยอะ ๆ เกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่ต้องช็อกจนตกเก้าอี้นะครับ








