วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองไทยในทศวรรษหน้า (1)

คำปรามาสที่เกิดขึ้นในสมองของผมทันทีที่คิดจะเขียนเรื่องนี้ ก็คือน้ำหน้าอย่างผมนะหรือจะมาคาดการณ์การเมืองใทย

ในทศวรรษหน้าได้ เพราะเอาแค่ว่าหลังการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับ “อภิชนครองอำนาจ” ไปแล้วสักสามเดือน ก็ยังมองไม่ออกเลยว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร

จริงๆ ก็เป็นอย่างที่ปรามาสตัวเองไว้ครับว่ามองไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในพื้นที่การเมืองไทยในอนาคต ซึ่งคงต้องบอกท่านผู้อ่านก่อนว่าทั้งหมดนี้ก็เพียงการคาดคะเนนะครับ

ด้วยข้อจำกัดทางสติปัญญาผมจึงอยากจะแค่ลองพิศดูสถานะปัจจุบันของกลุ่มหลักทางการเมืองต่างๆ สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกได้แก่กลุ่มที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการถอยกลับจาก “ประชาธิปไตย” (ศัพท์ของอาจารย์ธรรมดาแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต) เป็นอย่างไรในปัจจุบันซึ่งอาจจะทำให้พอเดาภาพในอนาคตได้บ้าง

กลุ่มที่สองผมจะลองดูในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ที่กำลังสู้เพื่อประชาธิปไตย" ว่าในตอนนี้อยู่กันอย่างไรและจะเคลื่อนไปในอนาคตอย่างไร

ในกลุ่มแรกที่สัมพันธ์อยู่กับกระบวนการถอยกลับจาก “ประชาธิปไตย” อาจจะแบ่งออกได้เป็นสี่กลุ่มด้วยกันกลุ่มแรกได้แก่ “ชนชั้นกลางในเขตเมือง” ที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง ทำงานอยู่ในระดับบนๆ ของหน่วยราชการและธุรกิจ

กลุ่มที่สองเป็นพี่น้องที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีอยู่ในชนบทโดยเฉพาะภาคตะวันออกกับภาคใต้ ซึ่งคนในสองภูมิภาคนี้มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าพี่น้องภาคอื่นๆ พี่น้องกลุ่มนี้ไม่ใช่เกษตรกรในความหมายเดิม หากแต่ได้เริ่มกลายเป็น “นายทุน/ผู้ประกอบการ” ระดับกลางบน

สองกลุ่มนี้เป็นฐานมวลชนอันไพศาลของการเคลื่อนไหวของ กปปส.

กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มปฏิบัติการซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนายทหารระดับกลางและบน ซึ่งกลุ่มนายทหารระดับกลางและบนนี้เชื่อมกลุ่มร่วมกันในสองลักษณะซ้อนกัน ได้แก่ การเชื่อมกันในระบบรุ่นที่จบจากโรงเรียนนายร้อย แต่จะซ้อนการเกาะกลุ่มกันในการทำงานใน “หน่วยงาน” เช่น กองทัพบูรพา

กลุ่มที่สี่เป็นกลุ่มที่มีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจสูงสักหน่อย เป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมากจากระบบการเมืองแบบเดิมที่มีการถ่วงดุลหรือมี “ดุลยภาพ” ระหว่างนักธุรกิจพรรคการเมืองและระบบราชการ โดยมี “ตัวแทน” ระบบราชการคอยควบคุมความเปลี่ยนแปลงอยู่ (ระบบนี้ได้พัฒนาและเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”)

ผมสงสัยอยู่ว่าในช่วงสองปีกว่าๆ ของคณะรัฐประหาร ความพยายามทำงานและสร้างความชอบธรรมได้ทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ของกลุ่มทั้งสี่อย่างมากทีเดียว จากเดิมที่การร่วมประสานกันอยู่ภายใต้ “ความเห็นพ้อง” ชุดหนึ่ง ได้แก่การขจัด “ระบอบทักษิณ” เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในวันนี้ผมคิดว่าแม้พลังของชุด “ความเห็นพ้อง” ชุดนี้ยังคงดำรงอยู่แต่คนหลายกลุ่มเริ่มตั้งคำถาม เนื่องจากได้ผลกระทบแรงมากกว่ากลุ่มอื่น

ชนชั้นกลางระดับบนในเขตเมืองไม่ค่อยมีผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก เพราะฐานเดิมของตนสร้างไว้เข้มแข็งพอที่จะรองรับสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ กลุ่มที่เป็นข้าราชการระดับกลางและบนก็ยังคงสามารถแสวงหาการลงทุนได้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านลบมากที่สุด ผมนึกถึงพี่น้องภาคใต้ที่เป็นกองกำลังสำคัญมากๆ ในการเคลื่อนไหวการเมืองห้าปีที่ผ่านมา แผนการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ของรัฐบาลทหารได้ทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน และเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้รับในตอนนี้อันเป็นผลมาจากการเสียสละในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นแม้ว่ากลุ่มนี้ยังคงยึดมั่นอยู่กับ “ความเห็นพ้อง” เดิม แต่ก็เริ่มมองหาทางใหม่ในการต่อรองกับรัฐและผู้มีอำนาจในวันนี้

ส่วนกลุ่มปฏิบัติการนั้น การขึ้นมามีอำนาจและต้องรักษาอำนาจไว้ให้ได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดการ “เลือกสรร” คนทำงานที่มาจากเฉพาะเครือข่าย/รุ่น/หน่วยงานของตนได้ทำให้เกิดข้อครหา และเกิดแรงเสียดทานมากขึ้น ซึ่งน่าจะนำไปสู่การกระจายอำนาจแบ่งให้เครือข่าย/รุ่น/หน่วยงานมากขึ้น อันจะทำให้พลังของการบังคับบัญชาอ่อนตัวลง ดังนั้นการถอยออกจากตำแหน่งแห่งอำนาจนี้เร็วเท่าไรยิ่งจะเป็นผลดีต่อทุกกลุ่มในระบบทหารนี้

หากตามข่าวคราวเราพอจะเห็นภาพของการเคลื่อนไหวของสามกลุ่มข้างต้น แต่ผมเองไม่สามารถจะเห็นข้อมูลอะไรมากนักในกลุ่มคนที่อยู่ในสถานะทางสังคมเศรษฐกิจที่สูงกว่ากลุ่มอื่น แต่ผมคิด (เอาเอง) ว่ากลุ่มนี้น่าจะเริ่มตระหนักแล้วว่าสภาวะถอยหลังจากประชาธิปไตยนั้นส่งผลด้านลบแก่พวกเขามากกว่าด้านบวกอย่างที่คิดกัน

ด้วยเงื่อนไขและสภาวการณ์ที่แต่ละกลุ่มกำลังเผชิญ ซึ่งบางกลุ่มก็ตกอยู่ในสภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่าในวันนี้กระแสของการประสานกันของทั้งสี่กลุ่มออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดิมคงจะเกิดได้ยากมากขึ้น เพราะมวลชนไม่มีทางที่จะออกมาเดินเป็น “มวลมหาประชาชน” อีก โดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้

ทางเดินที่เหลืออยู่และเป็นทางเดินที่ทุกคนพอจะร่วมกันได้ก็คือการหวนกลับมาสู่การเลือกตั้ง ไม่ว่าด้วยเงื่อนกติกาอะไรทั้งสี่กลุ่มนี้จึงจะเน้นการรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะออกจากสถานการณ์นี้