วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครึ่งปีแรกผ่านไป เอสเอ็มอีไทยยิ้มได้หรือยัง?

การประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ว่าเท่ากับ 3.2% ถือว่าเป็นข่าวดีที่หลายคน

ตั้งตารอคอยกันมานาน แต่ก็ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่า ตัวเลขในไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะเป็นบวกต่อเนื่องหรือเปล่า หากเป็นบวกทุกไตรมาสจริงก็นับเป็นข่าวดีของคนไทย และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดำเนินอยู่ก็อาจไม่ได้ส่งผลให้เอสเอ็มอีฟื้นตัวขึ้นมาได้ทันที หากปีนี้ทั้งปีเศรษฐกิจโตได้สัก 3% กว่าผลพวงนี้จะลงไปถึงเอสเอ็มอีอย่างเต็มน้ำเต็มเนื้อก็อาจจะต้องรอถึงต้นไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า

สำหรับเอสเอ็มอีแล้ว การประเมินสุขภาพทางธุรกิจของตนเองรายไตรมาสถือเป็นเรื่องที่ควรทำ ด้วยเหตุผลดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จึงได้ทำการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 427 รายทั่วประเทศเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและผลประกอบการ

จากการสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 เอสเอ็มอี 0.75% ระบุว่า ดีขึ้นมาก 12.3% ระบุว่า ดีขึ้น 41.3% ระบุว่า ใกล้เคียงกัน 39.8% ระบุว่า แย่ลง และอีก 5.85% ระบุว่า แย่ลงมาก

การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เอสเอ็มอี 1.1% ระบุว่า จะดีขึ้นมาก 13.5% ระบุว่า จะดีขึ้น 46.6% ใกล้เคียงกัน 32.6% ระบุว่า จะแย่ลง และอีก 6.2% ระบุว่า จะแย่ลงมาก

ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ที่ตอบว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือดีขึ้นมากในไตรมาสที่ 2 คิดเป็น 13.05% ของผู้ตอบทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าการสำรวจครั้งแรกที่มีค่าเท่ากับ 11.7% และผู้ที่คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะดีขึ้นหรือดีขึ้นมากเพิ่มเป็น 14.6% สะท้อนให้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย แม้จะยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่ก็เป็นสัญญาณในเชิงบวกที่น่าสนใจ

รูปที่แสดงเป็นผลจากการสอบถามถึงรายได้ที่ได้รับในไตรมาสที่ 2 เทียบกับที่คาดหวังไว้ 12.7% ระบุว่า รายได้ที่ได้รับมากกว่าที่คาดหวังไว้ 27.2% ใกล้เคียงกับที่คาดหวังไว้ 45.2% ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ และอีก 14.9% ไม่แน่ใจ โดยกลุ่มที่ระบุว่า รายได้ที่ได้รับมากกว่าที่คาดหวังไว้ โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดไว้ประมาณ 10.2% สำหรับกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ โดยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 24.6%

เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำธุรกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2559 พบว่า ปัจจัยสำคัญที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ความต้องการของตลาดที่ลดลง 2) ภาวะเศรษฐกิจของไทย 3) การขาดแคลนวัตถุดิบ 4) ต้นทุนวัตถุดิบ และ 5) การแข่งขันที่สูงขึ้น

สำหรับแนวทางการทำธุรกิจในไตรมาสที่ 3 ที่เอสเอ็มอีให้ความสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการขายและการทำตลาดเชิงรุก คิดเป็น 26.8% การลดต้นทุนในการทำธุรกิจ คิดเป็น 25.4% การทำตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์ คิดเป็น 24.6% การแก้ปัญหาสภาพคล่อง คิดเป็น 12.3% การขยายตลาด คิดเป็น 8.4% และอีก 2.5% เป็นประเด็นอื่นๆ เช่น การหาพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่

ผลการสำรวจที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้เอสเอ็มอีเริ่มเห็นสัญญาณบวกด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังไม่มากพอที่จะเอื้อให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากจะเป็นยิ้ม ตอนนี้ก็เป็นแค่การยิ้มมุมปากแบบแห้งๆ คงต้องรออีกพักใหญ่กว่าจะได้เห็นเอสเอ็มอีของเรากลับมายิ้มได้เต็มที่อีกครั้ง