นักเศรษฐศาสตร์ต่างรู้ว่าจอห์น เมนาร์ด เคนส์ เป็นปรมาจารย์ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้วและเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
ที่ชาวโลกใช้กันมากว่า 80 ปีมีแนวคิดของเขาเป็นแกน อย่างไรก็ดี คงมีไม่มากที่ทราบเรื่องบทบาทของเขาในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ซึ่งฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 หวังจะใช้เป็นโซ่ล่ามเยอรมนีโดยการเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล เคนส์เป็นนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มซึ่งเข้าร่วมประชุมเพื่อร่างสนธิสัญญา เขาคัดค้านการเรียกค่าเสียหายแบบนั้นเพราะมันจะสร้างความเคียดแค้นขึ้นในจิตใจของชาวเยอรมันซึ่งจะมีผลร้ายในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญมักเห็นพ้องต้องกันว่า ปรากฏการณ์ฮิตเลอร์เกิดขึ้นในเยอรมนีเพราะผู้ชนะสงครามไม่ฟังความเห็นของเคนส์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ทำความเสียหายขนาดไหนย่อมรู้กันโดยทั่วไปแล้ว
เคนส์คงรู้เรื่องความเสียหายนั้นดี แต่เขาไม่มีโอกาสรับรู้ว่าแนวคิดของเขาจะมีอิทธิพลมากขนาดไหนในเวลาต่อมา เนื่องจากเขาเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2489หลังจากเขาเสียชีวิตแล้ว แนวคิดของเขากับแนวคิดตลาดเสรีรุ่นเก่าต่อสู้กันอย่างเข้มข้น แนวคิดของเขาเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงและป้องกันมิให้มันถดถอย แนวคิดนี้อยู่คนละขั้วกับแนวคิดตลาดเสรีรุ่นเก่าซึ่งคัดค้านการใช้มาตรการแทรกแซงของรัฐบาลเนื่องจากเชื่อว่าตลาดจะทำงานตามความต้องการของเราด้วยตัวของมันเอง
หลังจากต่อสู้กันอยู่หลายทศวรรษ แนวคิดของเคนส์เป็นฝ่ายชนะแบบเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ จึงมีการใช้มาตรการแทรกแซงต่างๆ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2551 อาทิเช่น การทำงบประมาณขาดดุลระดับสูง การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบการเงิน และการลดดอกเบี้ยลงจนใกล้ศูนย์
ชัยชนะแบบเด็ดขาดดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปรวมทั้งในหมู่ของคู่ต่อสู้ด้วย แต่ผลพวงขั้นพื้นฐานเป็นอย่างไรดูจะไม่ค่อยได้นึกถึงกัน ผลพวงขั้นพื้นฐานอาจแยกได้เป็น 2 แนว นั่นคือ แนวแรก ในภาวะโลกปัจจุบันมาตรการแทรกแซงของเคนส์หมดสมัยแต่ยังไม่มีใครยอมรับ หลักฐานยืนยันได้แก่ความซบเซายืดเยื้อของเศรษฐกิจโลกหลังปี 2551 ทั้งที่ประเทศต่างๆ ทำงบประมาณขาดดุลระดับสูงและทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเขาไปในระบบการเงินพร้อมกับลดดอกเบี้ยลงมาใกล้ศูนย์ นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามเป้าหมายแล้ว มาตรการแทรกแซงต่างๆ ยังหว่านเมล็ดปัญหาไว้ให้งอกงามในวันข้างหน้าอีกด้วย เมล็ดปัญหาที่จะมีผลร้ายสูงได้แก่การกู้หนี้ยืมสินและความเหลื่อมล้ำเพราะเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลทุ่มลงไปส่วนใหญ่ไหลเข้ากระเป๋าของคนรวย
แนวที่สอง เป็นการล้างสมองชาวโลกให้เกิดความฝังใจว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เอื้อให้บริโภคได้มากขึ้นจะทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นด้วย ความฝังใจนี้มีพลังผลักดันให้ทุกประเทศดำเนินนโยบายเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงตลอดเวลา หนึ่งในบรรดานโยบายได้แก่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างหนี้ซึ่งในขณะนี้เป็นเสมือนโซ่ที่ล่ามขาของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจนส่วนใหญ่เคลื่อนไหวแทบไม่ได้แล้ว
แม้ภาระหนี้สินจะมีผลร้ายสูงมาก แต่ยังไม่เท่ากับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อไป นั่นคือความฝังใจดังกล่าวทำให้ชาวสหราชอาณาจักรและชาวอเมริกันขุ่นเคืองใจเมื่อไม่สามารถบริโภคเพิ่มขึ้นได้ตามความคาดหวังหลังเศรษฐกิจซบเซา พวกเขาระบายความขุ่นเคืองใจนั้นออกมาด้วยการลงประชามติให้ประเทศของตนออกจากสหภาพยุโรปและด้วยการก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทรัมป์ตามลำดับ
คงจำกันได้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดสหภาพยุโรปได้แก่ความเชื่อที่ว่าการรวมตัวกันจะทำให้เกิดความมั่นคงทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงนั้นจะมีผลสำคัญต่อการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งร้ายแรงซึ่งนำไปสู่สงครามโลกถึงสองครั้ง มติของชาวสหราชอาณาจักรจะทำให้สหภาพยุโรปอ่อนแอลง นั่นจะเป็นเสมือนการปูทางไปสู่การสร้างความขัดแย้งร้ายแรงครั้งต่อไป ส่วนชาวอเมริกันโดยพรรครีพับลิกันจะส่งโดนัลด์ทรัมป์ ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนมากหวั่นวิตกเพราะมองว่าเขามีความเชื่อพื้นฐานในแนวเดียวกันกับฮิตเลอร์หากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี โลกใบนี้มีโอกาสประสบความวุ่นวายถึงขั้นหายนะสูงมาก
เรื่องราวที่เล่ามานี้ น่าจะชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีว่าชาวโลกควรระมัดระวังเพราะเคนส์ยังไม่ตาย








