วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ ISIS ประกาศสงคราม กับเอเชียอาคเนย์

วีดิโอคลิปล่าสุดของกลุ่ม ISIS “ประกาศสงคราม”

 กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นการยืนยันข่าวกรองก่อนหน้านี้ ว่ากลุ่มหัวรุนแรงนี้ได้ขยายปฏิบัติการ จากซีเรียและอิรักสู่ประเทศต่าง ๆ

ล่าสุดระเบิดฆ่าตัวตายและการบุกเข้าจับตัวประกันที่ตุรกี ตามมาด้วยบังกลาเทศ อิรักและซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงในอินโดนีเซีย เป็นการตอกย้ำว่ากลุ่มติดอาวุธ ที่มุ่งใช้ความรุนแรงเป็นหลักนั้น ต้องการจะขยายขอบเขตแห่งอิทธิพลของตน มายังแถบใกล้บ้านเรือนเคียงของไทยเราอย่างปฏิเสธไม่ได้

สอดคล้องกับคำเตือนจากรัฐบาลมาเลเซีย และอินโดนีเซียกับสิงคโปร์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ได้พบหลักฐานชัดเจนว่ากลุ่ม ISIS ได้ใช้ทุกวิถีทาง ในการชักชวนให้คนหนุ่มสาว เข้าไปร่วมขบวนการของพวกเขา

อีกจำนวนหนึ่งถูกส่งกลับมาจากค่ายฝึกซ้อมในตะวันออกกลาง เพื่อมาวางแผนปฏิบัติการในบางประเทศในอาเซียนแล้ว

ล่าสุดพบว่าหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ปฏิบัติการฆ่าตัวตายที่บังกลาเทศ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมาเลเซีย โดยที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเค้าลางว่าเขาจะมีพฤติกรรมสุดขั้ว ถึงขั้นลงมือก่อเหตุฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมได้

แปลว่าคนเหล่านี้สามารถอำพรางตัวเองได้อย่างแนบเนียน การตรวจตราปกติไม่อาจจะค้นพบผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัย ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายก่อการร้ายเช่นนี้เลย

นักวิเคราะห์ที่ติดตามเรื่องนี้ให้ข้อมูลว่า จำนวนคนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไปร่วมกับไอซิสที่อิรักและซีเรียนั้น ประเมินกันว่าอยู่ที่ประมาณ 700-800 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินโดฯ และมีคนเชื้อชาติมาเลเซียประมาณ 100 คน นอกนั้นที่มาจากสิงคโปร์อีกจำนวนหนึ่ง และยังอาจจะมีบางส่วนมาจากฟิลิปปินส์ด้วย

หากจำได้กลุ่มไอซิสได้อ้างความรับผิดชอบ ต่อการระเบิดที่ร้านกาแฟสตาร์บั๊ก ใกล้กับบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน ที่ซารินาห์มอลล์และใกล้กับสถานีตำรวจ แม้ว่าจำนวนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ จะไม่สูงเท่ากับเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในประเทศอื่นๆ แต่หากกลุ่มก่อการร้ายนี้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้แต่แรก ก็อาจกลายเป็นเหตุความวุ่นวายที่หนักหน่วงกว่าที่เกิดขึ้นจริงได้

นายกรัฐมนตรีหลี่เสียนหลง ของสิงคโปร์ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ว่าการคุกคามจากไอซิสและกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ ได้กระจายตัวมาในหลายประเทศในอาเซียนแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนสกัดกั้นทุกวิถีทาง

หลี่เสียนหลงเคยประกาศว่า “The threat is not over there. It’s over here.” ซึ่งแปลว่าอันตรายอันเกิดจากกลุ่มก่อการร้ายนั้น ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะในตะวันออกกลางที่เป็นฐานปฏิบัติหลักเท่านั้น แต่ได้ระบาดมาถึงประเทศในแถบนี้แล้ว เพราะกลุ่มหัวรุนแรงต่าง ๆ ได้สามารถปลุกระดมทางความคิดให้คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง ที่มีความไม่พอใจกับสภาพชีวิตของตนเอง และภาวะในสังคมรอบตัว พร้อมจะถูกล้างสมองให้เข้าร่วมทำกิจกรรมผิดกฎหมาย และทำลายชีวิตและทรัพย์สินของคนไร้เดียงสาได้อย่างน่ากลัว

นอกจาก ISIS แล้ว กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังมีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง และอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มไอซิสในรูปแบบต่างๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Abu Sayyaf, Jemaah Islamiah, Tanzim Al-Qaeda หรือ Kumpulan Mujahidin Malaysia ที่มีเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่แวดวงข่าวกรองความมั่นคงได้รับทราบมาตลอด

ฝ่ายความมั่นคงของไทยที่แลกเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และประสานกับเครือข่ายประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้คงจะมีข้อมูลเพียงพอที่จะเป็นภาพของการคุกคาม ของกลุ่มก่อการร้ายต่อประเทศในแถบนี้

แม้ผู้นำทางทหารและความมั่นคงของไทย จะยืนยันว่ากลุ่มไอซิสหรือหัวรุนแรงอื่นๆ ไม่ได้เห็นไทยเป็นศัตรู จึงไม่ใช่ภัยคุกคามโดยตรงของไทย แต่ความเป็นจริงของโลกวันนี้ไม่อาจจะสรุปง่าย ๆ แบบ “ดำขาว” เช่นนั้น

ไทยเราเองก็มีจุดอ่อนและความเปราะบางในหลายๆ ด้านที่ทำให้เป็นเป้าของปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ ได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เป็นเป้าตรงหรือเป้ารอง

จึงเป็นหน้าที่ของทางการที่จะต้องยกระดับความพร้อม ในการป้องกันและปราบปรามเหตุร้ายใดๆ ที่โยงกับการก่อการร้ายข้ามชาติที่ยิ่งวันยิ่งจะกลายเป็น “เหตุประจำวัน” ที่อาจอุบัติขึ้นเมื่อใดที่ไหนกับใครก็ได้