ที่เป็นข่าวคือคุยให้พ้นวิกฤติได้อย่างไร
ทำไมการเสนอให้นักการเมืองพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง จึงกลายเป็นข่าวใหญ่เสมือนหนึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดเหลือเกิน?
เหตุผลหนึ่งที่ข่าวนี้เกิดการวิเคราะห์กันในทำนองเป็น “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” (conspiracy theory) หรือเป็นทำนองว่าผู้เสนอเป็น “ดีลเมกเกอร์” หรือไม่ก็เป็น “ใบสั่ง” จากใครนั้นก็คงหนีไม่พ้นวงจรความคิดเดิม ๆ ของคนในแวดวงการเมืองไทย
นั่นคือไม่มีใครไว้วางใจใคร.... อะไรที่ฝ่ายหนึ่งทำ อีกฝ่ายหนึ่งต้องตีความไปในทางลบไว้ก่อน
จึงเป็นที่มาของวิกฤติการเมือง ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีทางออกให้กับบ้านเมืองได้
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกนักข่าวหลังจากข้อเสนอให้นักการเมืองมานั่งคุยกันของเธอ กลายเป็นประเด็นพาดหัวข่าวตอนหนึ่งว่า
“...จากเวทีเสวนาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนท้ายอาจารย์ได้สรุปผลการถกแถลง และบอกว่านักการเมืองเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหา ทำไมไม่คิดที่จะคุยกันบ้าง วันนั้นทุกคนบนเวทีเห็นด้วยกันหมด ดิฉันเห็นด้วยที่จะพูดคุยกัน เพราะช่วงที่ดิฉันไม่ได้กลับมาเล่นการเมือง ได้ใช้เวลาเรียนพุทธศาสตรบัณฑิต ปริญญาเอก และทำวิทยานิพนธ์เรื่องพุทธวิธีเชิงบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย จึงได้นำไปพูดในเวทีวันนั้นว่าดิฉันเห็นด้วย เพราะการจะแก้ปัญหาอะไรต้องเริ่มที่ตนเองก่อน และเนื่องจากดิฉันได้ทำวิทยานิพนธ์นี้ จึงได้ไปพบนักการเมืองหลายคน ซึ่งเป็นการพบแบบปัจเจก โดยหลายคนที่ไปพบล้วนเห็นด้วย แต่ไม่ใช่การมาตั้งกลุ่มตั้งก๊วนทำอะไร พอขึ้นเวทีแล้วอาจารย์ท่านพูดขึ้นมา เราก็เลยรับลูกกันว่านักการเมืองควรคุยกันจริง ๆ นี่คือที่มาที่ไป ไม่ใช่อยู่ ๆ ดิฉันคิดว่าดิฉันมีอำนาจหรือมีบารมีไปเรียกใครมาคุย แต่ในฐานะที่เราเป็นนักการเมือง เราควรแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติ จึงสนับสนุนแนวคิดนี้...” (มติชนรายวัน)
ความจริง ไม่ว่าเวทีไหน ถ้ามีใครเสนอว่านักการเมืองควรจะคุยกันเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่จะสร้างความตื่นเต้นอะไร
และไม่จำเป็นต้องถามนายกรัฐมนตรีว่ามีความเห็นอย่างไร เพราะการที่ใครจะคุยกับใครเพื่อหาทางแก้ปัญหาบ้านเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดอยู่แล้ว ส่วนจะเข้าข่ายชุมนุมเกิน 5 หรือไม่ จะผิดกฎหมายการชุมนุมหรือไม่ ผมเชื่อว่าหากนักการเมืองจะคุยกันจริง ๆ ก็คงมีวิธีการที่จะแลกเปลี่ยนความเห็น โดยไม่ต้องพะวงว่าจะผิดกฎกติกาอันใด
ปัญหาอยู่ที่ว่าที่ “คุย” กันนั้นเป็นเรื่องการแสดงออกที่ต่างคนต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน และทันทีที่ฝ่ายใดนำเสนอทางออกอะไร อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องชี้นิ้วว่าเป็น “แผนร้าย” เพื่อจะเรียกร้องหรือต่อรองเพื่อประโยชน์ตนเองมากกว่า
ก็เพราะไม่ยอมคุยกันอย่างสันติ ต่างฝ่ายต่างลดเงื่อนไขของตัวเอง มองประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน หรือเฉพาะกลุ่มของตนมิใช่หรือที่ทำให้เกิดวิกฤติกันถึงทุกวันนี้?
มิใช่เพราะไม่ยอมคุยกันให้รู้เรื่องมิใช่หรือที่ทำให้ คสช. มีข้ออ้างก่อรัฐประหารจนเป็นประเด็นการเมืองถึงทุกวันนี้?
ไม่มีใครห้ามใครคุยกันได้หรอกครับ ไม่ว่า คสช. จะส่งเสียงคำรามอย่างไร เพราะทุกฝ่ายก็อ้างว่าต้องการให้ประเทศชาติกลับไปสู่ภาวะปกติ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อนำพาบ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเสนอให้นักการเมืองคุยกันแล้วกลายเป็นข่าวใหญ่โต
ประเด็นควรจะอยู่ที่ว่านักการเมืองตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองเพียงใด และพร้อมที่จะแก้ไขวิธีคิดและวิถีทาง “เล่นการเมือง” ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองพ้นจากกับดักแห่งความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร
ใครมีข้อเสนออะไรที่จะพาประเทศกลับไปสู่ภาวะปกติ ก็ควรจะบอกกล่าวกับประชาชนด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน พร้อมจะยอมรับความผิดพลาด นำเสนอทางแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใคร และจะให้ความไว้วางใจกับใครหรือกลุ่มใดที่จะบริหารประเทศชาติในอนาคตอันใกล้นี้
คุยกันซิครับ คุยกันอย่างรับผิดชอบ คุยกันอย่างมีเนื้อหาสาระเพื่อบ้านเมือง จะแอบคุยกันเอง จะนัดหมายคุยกัน จะคุยกันทางไลน์ทางออนไลน์ล้วนแล้วแต่มีวิธีการมากมายก่ายกอง
สำคัญว่าคุยกันจริง คุยกันอย่างเปิดอก และคุยกันเพื่อชาติบ้านเมืองจริงหรือเปล่าเท่านั้นครับ









