กฎหมายประชามติเดินหน้าแล้ว “มาแจ้งด้วยความห่วงใย”

กฎหมายประชามติเดินหน้าแล้ว “มาแจ้งด้วยความห่วงใย”

ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 มาตรา 4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557

มาตรา 61 วรรค ของกฎหมายประชามติ เขียนไว้ว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และกำหนดโทษว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้”

ผมนำทั้งข้อวินิจฉัยและสาระสำคัญของเนื้อหาใน พ.ร.บ. ประชามติมาย้ำเน้นอีกครั้ง มีจุดประสงค์เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ที่ไม่ทราบหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะได้เกิดความระมัดระวัง เพราะเคยมีผู้ที่รู้จักคุ้นเคยเป็นเด็กและเยาวชนที่ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกจับไปปรับทัศนคติ หรือถูกดำเนินคดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดนไม่เคยกล่าวโทษเด็กเหล่านี้ว่า ต้องการสร้างชื่อเสียงให้ปรากฏเป็นข่าว แต่ที่กล่าวเช่นนี้และยังคงคิดเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่า “เด็กก็คือเด็ก และถ้าผู้ใหญ่ไม่ให้ท้ายเด็ก เพราะเชื่อมั่นว่าในหลายคดีที่เคยเกิดขึ้นไม่น่าจะริเริ่มดำเนินการโดยเด็กตามลำพัง”

การกล่าวเช่นนี้ไม่มีเจตนากล่าวหาผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะ แต่กล่าวโดยรวมว่าการจัดพิมพ์เอกสารโปสเตอร์เพื่อรณรงค์จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือเรื่องอื่นๆ ในสังคมล้วนมีค่าใช้จ่าย แต่เราไม่เคยมีการตรวจสอบกันอย่างเป็นจริงเป็นจังกับคนที่มักอ้างว่ามีสิทธิเสรีภาพ แต่หลายครั้งคนเหล่านี้ไม่พร้อมจะให้ถูกตรวจสอบ หรือเมื่อมีข่าวว่าเริ่มจะมีการตรวจสอบก็มักจะมีข้อร้องเรียนต่างๆ ในทำนองรัฐทำเกินกว่าเหตุ หรือกล่าวหาว่าใช้อำนาจรัฐข่มเหงรังแก

ในขณะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ผมเคยปรารภกับสมาชิกในกลุ่มว่า คณะบุคคลก็ดี องค์กรเอกชน มูลนิธิบางแห่งตั้งขึ้นมามีจุดประสงค์ทางการเมืองชัดเจน ซึ่งถ้าเป็นมูลนิธิไม่น่าจะมายุ่งกับเรื่องการเมือง บางทีก็ให้ทุนแก่คนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ให้ทุนทางวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มี แต่น่าจะมีการตรวจสอบการนำเงินทุนที่ได้มาไปใช้จ่ายว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงหรือไม่ เพราะระยะหลังการเคลื่อนไหวของหลายภาคส่วนที่อาจมีมุมมอง หรือทัศนคติในทางที่อาจต่อต้านรัฐบาลหรือกระทั่งการเรียกร้องต่างๆ มักจะมีโอกาสได้เห็นกระบวนการจัดตั้งที่กระทำอย่างมืออาชีพ

ทั้งการจัดประชุมอบรมสัมมนา อาจอ้างได้ว่าห้องประชุมก็ของมหาวิทยาลัย ขอใช้ได้ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่อาหารเครื่องดื่มเลี้ยงดูปูเสื่อกันตั้งแต่วางแผนการจัดการ เอกสารประชุมสัมมนา ค่าวิทยากร ไม่ทราบใครจ่ายกันแน่ เพราะอาจอ้างได้ว่ามีโต้โผลงขันกันเองในหมู่ผู้จัดก็พยายามจะเชื่อ แต่ในหลายกรณีแม้แต่โปสเตอร์จัดงานสัมมนาก็สามารถทำได้ด้วยการพิมพ์ภาพสี่สีบนกระดาษราคาแพง หรือกระทั่งขึ้นป้ายไวนิลอย่างดีก็มีให้เห็น จึงไม่อาจชี้ชัดไปได้ว่า คนหรือกลุ่มบุคคลเหล่านี้กำลังทำอะไร เพื่อวัตถุประสงค์ใดที่ชัดเจน เพราะจะอ้างอะไรพวกเขาก็สามารถหาข้อแก้ตัวและแสวงหา “วาทกรรม” ในการโต้แย้งได้อย่างรับฟังได้บ้าง แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก็เคยมี

สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดตรงที่เวลานี้กระบวนการด้านกฎหมายได้รับการรองรับจากผู้มีหน้าที่และอำนาจในการวินิจฉัยแล้วว่าอะไรทำได้อะไรทำแล้วผิด ขอความกรุณาเถิดครับ เด็กเยาวชนเป็น “ผ้าขาวบริสุทธิ์” ผมเคยเตือนคนใกล้ชิดในฐานะครูอาจารย์ไป แต่เขาอาจมีจุดยืนส่วนตัวที่ต้องการเช่นนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ยังเชื่อว่ามีอีกเป็นจำนวนมากที่ไปตามกระแส ไปตามการเชื้อชวน แต่ไม่ต้องการให้เด็กและเยาวชนถูกชี้นำหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะเมื่อกลายเป็นคดีความ ผมเกรงว่าคนที่คอย “เสี้ยม” จะไม่มาเหลียวแลหรือหลบลี้คอยแต่เอาตัวรอดอยู่ในเงามืดอย่างน่าละอายใจ