ผลกระทบอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

ผลกระทบอังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป

ผลการลงประชามติของประชาชนชาวอังกฤษเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ผิดจากความคาดหมายของตลาด

ที่ในช่วงก่อนจะปรากฏผลออกมานั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอังกฤษจะยังคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ดังนั้นปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายนจึงค่อนข้างรุนแรง ทั้งตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินปอนด์และเงินสกุลอียูลดลงอย่างแรงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์และเงินสกุลเยน ตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำทั่วโลก ทำให้มูลค่าในรูปตัวเงินของตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไป 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ และยังต่อเนื่องมาในวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน และมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลและทองคำ ก่อนที่จะปฏิกิริยาจะเริ่มสงบลงบ้าง หลังจากรัฐมนตรีคลังของอังกฤษออกมาประกาศว่าได้มีการเตรียมเงินไว้จำนวนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

มีบทวิเคราะห์จำนวนมากได้พยายามประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนก็คงจะอดพูดถึงไม่ได้ แต่ในที่นี้จะวิเคราะห์ในภาพกว้างเฉพาะมิติของผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และตลาดเงินตลาดทุนโลก และเศรษฐกิจไทย

ประการแรก ได้มีความร่วมมือกันของธนาคารกลาง และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังทั่วโลกในการที่จะพยายามลดผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ความผันผวนของค่าเงินและตลาดหุ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า จะมีการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนออกไปอีก โดยการอัดฉีดเงินเข้าพยุงเศรษฐกิจของประเทศตนเองไม่ให้ทรุดตัวลง และอาจจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยของทางการลงไปอีก หรือคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางสหรัฐที่เคยคาดการณ์ว่าน่าจะมีการปรับขึ้นในปีนี้ ก็น่าจะถูกชะลอออกไปอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่ต้องการซ้ำเติมกับเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้มีหน่วยงานหลายแห่งที่ได้ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษและสหภาพยุโรปลง รวมไปถึงสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือสำคัญของโลกได้ประกาศลดลำดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจและตราสารหนี้ของประเทศอังกฤษลงหนึ่งถึงสองขั้นที่ระดับ AA จากระดับ AAA

ประการที่สอง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนี้เพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่ควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นผลของ ขั้นตอนของลาออกจากสหภาพยุโรป ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งในการเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ที่น่าจับตา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป ว่าจะเป็นรูปแบบใด สิทธิพิเศษทางด้านภาษีที่เคยได้ทางการค้า การลงทุน จะเป็นอย่างไร

ข้อเสียคือ อังกฤษจะต้องมีต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปสูงขึ้น (ทั้งนี้อียูเป็นตลาดส่งออกรายใหญ๋ของอังกฤษที่มีสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 55 ในขณะที่สัดส่วนการส่งออกของอียูไปยังอังกฤษคิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 10) ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาที่จะมีผลออกมาเป็นเช่นไร เช่นได้สิทธิพิเศษในฐานะประเทศคู่ค้าพิเศษ หรือเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี (Free Trade Area)

ข้อดีก็คือ อังกฤษมีความคล่องตัวที่สามารถจะเจรจาเงื่อนไขทางการค้ากับกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปได้เป็นอิสระ ซึ่งน่าจะทำได้รวดเร็วกว่าภายใต้กรอบของอียูที่มีกระบวนการขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา

ประการที่สาม ภาคธุรกิจบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเร็วและรุนแรงก่อนสาขาอื่นๆ ดังจะเห็นได้จากราคาของหุ้นธนาคารจะตกต่ำมากที่สุดกว่าสาขาอื่นๆ เนื่องจากกลุ่มนี้มีการลงทุนและตั้งสาขาในกรุงลอนดอนที่เป็นศูนย์กลางของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นศูนย์กลางตลาดทางการเงินที่สำคัญของโลก ที่อาจจะมีการย้ายบริษัทแม่หรือสาขาหลักออกจากอังกฤษเช่นกัน ว่าขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าจะยังคงการลงทุนในอังกฤษต่อไปหรือไม่

โดยต้องยอมรับว่าพื้นฐานของสาขาบริการทางการเงินของอังกฤษยังมีความเข้มแข็งและได้เปรียบในหลายด้าน คือ ด้านภาษา โครงสร้างพื้นฐานภาคการเงินที่มีความพร้อมของความหลากหลายและความลึกของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน กฎหมายและการกำกับดูแลภาคการเงิน รวมไปถึงบุคลากรที่มีการสร้างสมมาเป็นเวลายาวนาน

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยที่เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก ผลกระทบโดยตรงนั้นคงจะมีค่อนข้างน้อย หากพิจารณาถึงว่าสัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยไปสหภาพยุโรปคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 และการส่งออกไปยังอังกฤษคิดเป็นเพียงร้อยละ 2-3 นั้น แต่จะมีผลกระทบทางอ้อมที่หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงก็จะทำให้การส่งออกรวมของไทยจะชะลอตัวลงด้วย

ความหวังที่จะให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ให้เป็นบวกก็จะทำได้ยากมากขึ้น สำหรับสาขาที่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงและแรงมากที่สุดก็จะเป็นภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้จากข้อมูลของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เดินทางท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยปี 2558 จำนวน 5.6 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 18.8 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 946,919 คน คิดเป็นร้อยละ 3.17

นักท่องเที่ยวจากยุโรปที่อาจจะลดลงในช่วงปลายนี้มาจากปัจจัย 2 ประการ คือ ค่าเงินปอนด์และเงินยูโรลดลงที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจะแพงขึ้น ความไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของการจ้างงานและรายได้ หรือการรอความชัดเจนของการเจรจา