ญี่ปุ่นและข้อพิพาททะเลจีนใต้ ในแชงกรีลาไดอะลอค 2016

ญี่ปุ่นและข้อพิพาททะเลจีนใต้ ในแชงกรีลาไดอะลอค 2016

ในระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันยุทธศาสตร์ศึกษาระหว่างประเทศ (IISS) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน

ด้านความมั่นคงที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน ได้จัดการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงในเอเซีย หรือ “แชงกรีลา ไดอะลอคครั้งที่ 15 ขึ้นที่สิงค์โปร์ โดยมีบุคลากรด้านความมั่นคงระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ของหลายประเทศ ทั้งในและนอกอาเซียน รวมไปถึงนักการเมืองและนักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศเข้าร่วม

ประเด็นหลักของการประชุมในปีนี้ ก็คือข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน โดยมีญี่ปุ่นและสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อพิพาทนี้เป็นปัญหาความมั่นคงสำคัญของอาเซียนมาเป็นระยะเวลานานและทวีความรุนแรงขึ้น จากท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนทั้งในด้านการขยายพื้นที่และการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางการทหารต่างๆ ในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาท รวมไปถึงการปฏิเสธการแก้ไขข้อพิพาทด้วยระบบอนุญาโตตุลาการของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล โดยในการประชุมนี้ เก็น นะกะทะนิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ของข้อพิพาทและได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งวางอยู่บนแนวคิดสันติภาพเชิงรุกอันเป็นหลักการทางนโยบายด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

ในการประชุมเรื่องการจัดการการแข่งขันทางการทหารในเอเซีย ซึ่งเป็นหัวข้อย่อยของการประชุมในวันที่สอง นอกจากจะกล่าวย้ำถึงความจำเป็นของกองทัพสหรัฐต่อเสถียรภาพในภูมิภาค และความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐแล้ว นะกะทะนิได้วิจารณ์พฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ด้วยการแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ในทะเลจีนใต้โดยไม่ระบุชื่อจีนออกมาตรงๆ

นะกะทะนิกล่าวว่าการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้และการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางการทหารในพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทโดยมุ่งหวังให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับโดยจำยอมเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะละเมิดกฎระเบียบทางทะเลและสร้างความตึงเครียดขึ้นในภูมิภาคแล้ว การกระทำนี้ยังเป็นการท้าทายระเบียบอันพึงปฏิบัติซึ่งมีรากฐานมาจากกฎหมายระหว่างประเทศ และด้วยเหตุนี้ สถานการณ์ของข้อพิพาททะเลจีนใต้ปัจจุบันได้ทำให้ทุกประเทศกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียในข้อพิพาทนี้ ไม่เฉพาะหกประเทศที่อ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้เท่านั้น

นะกะทะนิเสนอว่า ในสถานการณ์ที่ความมั่นคงกลายเป็นประเด็นที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ การปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ และเพื่อให้ข้อพิพาททะเลจีนใต้ถูกแก้ไขโดยสันติวิธี และเพื่อป้องกันไม่ให้อนาคตของภูมิภาคถูกตัดสินด้วยการใช้อำนาจตามอำเภอใจ นะกะทะนิได้เสนอ “Shangri-la Dialogue Initiative”(SDI) ซึ่งประกอบไปด้วยหลักปฏิบัติสามประการคือ (1) การสนับสนุนให้มีการใช้กฎระเบียบทางอากาศและทะเลในภูมิภาคให้กว้างขวางมากขึ้น (2) ความมั่นคงทางทะเลและอากาศ และ (3)การปรับปรุงความสามารถในการตอบสนองต่อภัยธรรมชาติของภูมิภาค โดยนะกะทะนิได้เสนอให้มีการจัดประชุมนานาชาติเพื่อผลักดันให้แนวทาง SDI กลายเป็นหลักปฏิบัติของภูมิภาคต่อไป

นัยสำคัญของความเห็นและข้อเสนอของนะกะทะนิ ก็คือการชี้ให้ทุกประเทศเห็นว่าพฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระเบียบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพในระดับโลก และด้วยเหตุนั้น นานาชาติจึงควรร่วมมือกันทัดทานไม่ให้จีนกระทำการตามอำเภอใจตนจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพ และญี่ปุ่นได้เสนอหลักปฏิบัติ SDI เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือดังกล่าว

ทั้งนี้ ความเห็นและข้อเสนอของนะกะทะนิสอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับนานาชาติระหว่างสหรัฐกับประเทศต่างๆ ในเอเซียที่แอชตัน คาร์เตอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ กล่าวถึงในปาฐกถาเปิดการประชุม ต่างกันเพียงแต่ว่าคาร์เตอร์ระบุชื่อจีนออกมาตรงๆ และกล่าวด้วยว่าหากจีนยังคงใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่อข้อพิพาททะเลจีนใต้ต่อไป ในขณะที่นานาชาติพยายามแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน จีนอาจจะพบว่าตนเองได้สร้าง “กำแพงใหญ่แห่งความโดดเดี่ยว” ขึ้นมาขังตนเองเอาไว้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งญี่ปุ่น จีน สหรัฐ และทุกประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อพิพาททะเลจีนใต้ ต่างก็มีผลประโยชน์ที่ต้องรักษาด้วยกันทั้งสิ้น สำหรับจีนแล้ว ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศและทรัพยาการทางทะเล ซึ่งรวมไปถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นเหตุผลสำคัญ ที่จีนยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ตั้งแต่ตอนใต้ของเกาะไห่หนานไปจนถึงโขดหินสการ์โบโรห์ทางตะวันออก และสองหมู่ทางใต้คือพาราเซลและสแปรตลีย์ รวมถึงพื้นที่ทะเลโดยรอบเป็นของตนเอง โดยจีนได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อจีนเทียบเท่า

ไต้หวัน ทิเบต และจีนจะไม่เจรจาต่อรองใดๆ ในเรื่องสิทธิที่จีนอ้างเหนือพื้นที่ทั้งสามนี้ แม้ว่าทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และไต้หวันซึ่งเป็นประเทศที่อ้างสิทธิในพื้นที่ในทะเลจีนใต้เช่นกัน จะไม่เห็นด้วยกับการอ้างสิทธิของจีนก็ตาม ในขณะที่ญี่ปุ่นแม้จะไม่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในข้อพิพาทนี้ แต่เสถียรภาพและเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้มีความสำคัญต่อญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำมันที่ญี่ปุ่นน้ำเข้าในแต่ละปีถูกขนส่งจากตะวันออกกลางผ่านทะเลจีนใต้

และสำหรับสหรัฐนั้น ทะเลจีนใต้เป็นประตูสู่เอเซียตะวันออกและเป็นเส้นทางไปสู่ฐานทัพที่เกาะกวม โอกินะวะ และอ่าวเพิร์ล อีกทั้งเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สั้นที่สุดที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน

ในภาพรวมของนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นนั้น การทัดทานการแผ่อิทธิพลของจีนด้วยการสร้างแรงกดดันในระดับนานาชาติเป็นยุทธศาสตร์สำคัญหนึ่ง และผลประโยชน์ในทะเลจีนใต้ของประเทศอาเซียนและท่าทีแข็งกร้าวของจีนก็เป็นผลบวกต่อญี่ปุ่นตามยุทธศาสตร์นี้ หลักปฏิบัติ SDI ที่นะกะทะนิเสนอในการประชุมครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ญี่ปุ่นพยายามทำให้แรงกดดันของนานาชาติต่อจีนชัดเจนและมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ในส่วนของข้อพิพาททะเลจีนใต้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะข้อพิพาทหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูและการแผ่อิทธิพลของจีนในทะเลจีนตะวันออกที่ญี่ปุ่นเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนโดยตรง

แต่อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่แข็งกร้าวต่อคำถามและข้อวิจารณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ของพลเอกซุน เจี้ยนกั๋ว รองหัวหน้าคณะเสนาธิการร่วมแห่งคณะกรรมาธิการทหารกลาง ตัวแทนรัฐบาลจีนในการประชุมครั้งนี้ก็บอกเป็นนัยว่าจีนยอมจ่ายราคาของความโดดเดี่ยว เพื่อให้ได้สิทธิเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ตามที่ตนเองต้องการ และในขณะเดียวกันสะท้อนถึงอนาคตของตัวข้อพิพาทและปริมาณของความพยายามที่ญี่ปุ่นจะต้องเพิ่มเข้าไปอีกได้เป็นอย่างดี

---------------------

ภาคภูมิ วาณิชกะ

ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย