“วัฒนธรรมความกลัว” ในสหรัฐอเมริกา

“วัฒนธรรมความกลัว” ในสหรัฐอเมริกา

ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า ขอภาวนาให้ผู้เสียชีวิต

เดินทางสู่ห้วงแห่งสันติชั่วนิรันดร์

ความปวดร้าวของผู้คนในสหรัฐอเมริกาต่อเหตุการณ์นี้ย่อมจะตราตรึงในความรู้สึกของผู้คนไปอีกนาน เพราะการกระทำครั้งนี้เป็นการทำให้คนทั่วไปรับรู้ว่าแม้ใน “ชีวิตส่วนตัว” ของพวกเขาก็ต้องตกอยู่ในสภาวะ “ความเสี่ยง ” ที่เกิดขึ้นได้จากน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน

ปัญหาใหญ่ที่คนอเมริกันกำลังเผชิญอยู่และหนักหน่วงมากขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การถักสานสายใย “วัฒนธรรมความกลัว” (Culture of Fear) ให้ผูกตราผู้คนหนาแน่นมากขึ้น และจะส่งผลต่อพฤติกรรมร่วมของปัจเจกบุคคลและของสังคมโดยรวมต่อไปด้วย

แน่นอนว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีความกลัวแฝงฝังตลอดมา ความกลัวเป็นแรงผลักที่สำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำสอนทางศาสนา หรือเครื่องไม้เครื่องมือ/วิชาการทางด้านต่างๆ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนในหน้าประวัติศาสตร์ที่ “ความกลัว” จะกลายมาเป็นระบบความหมายหลักของความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดเช่นในปัจจุบันนี้

การที่ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมานั้น ไม่ได้หมายความว่า “วัฒนธรรมความกลัว” จะฝังลึกเฉพาะสังคมอเมริกันเท่านั้น เพราะในโลกทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เราในฐานะประชากรโลกกำลังอยู่/ร่วมถักสาน/ฝังตัวเองลึกลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ ในสายใยแห่งความกลัวนี้ แต่ที่เลือกอเมริกาเป็นตัวอย่าง เพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นชัดเจนในการรับรู้ของผู้คนมากกว่าสังคมอื่นๆ (แน่นอน ปาเลสไตน์ก็ย่อมอยู่ใน “วัฒนธรรมความกลัว” นี้ลึกซึ้งมากกว่าคนในอเมริกา แต่สื่อในโลกรายงานข้อมูลน้อยกว่ามาก)

ด้านที่สำคัญด้านหนึ่งในพัฒนาการของมนุษยชาติ ได้แก่ การต่อสู้กับ ความกลัวในสังคม

การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของคนผิวสีและชนชั้นทาสในสหรัฐได้เปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเริ่มหลุดพ้นจากความกลัวทางสังคมเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างรัฐที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของคน ซึ่งก็ได้สร้างความก้าวหน้าของมนุษย์ขึ้นมาระดับหนึ่ง

แต่การต่อสู้กับ “ความกลัว” ในเชิงบวกที่ทำให้ลดความกลัวลงในระดับสังคมนั้น (Positive Encounter) ค่อยๆ ลดลง และที่สำคัญสังคมได้แปรไปสู่การต่อสู้/เผชิญหน้ากับ “ความกลัว” ในเชิงที่ยอมรับสภาพความกลัวนั้นว่าดำรงอยู่ (Negative Encounter) และต้องอยู่ร่วมด้วยพร้อมกับ ความกลัว

การเผชิญหน้ากับ “วัฒนธรรมความกลัว” เชิงลบเห็นได้ชัดเจนจากการยอมรับให้ประชาชนสามารถครอบครองอาวุธต่างๆ ได้อย่างเสรีเพื่อป้องกันตนเองจากอันตรายที่จะเกิดขึ้น บริษัทปืนของโลกได้โฆษณาที่ชัดเจนว่า “ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะเราจะทำให้ทุกอย่างเท่าเทียม” (Fear no man, I'll make it equal) หรือคำขวัญของกลุ่มชนชั้นนำอเมริกันที่สนับสนุนการครอบครองปืนว่า “If you believe in the right to life, then you must believe in the right to have the means to defend that life”

 “ความกลัวได้ถูกสถาปนาลึกเข้าไปในระดับสังคมมากที่สุดหลังเหตุการณ์ 911 และกระสวนของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องถึงสงครามอ่าว (และมาจนถึงกรณีฆาตกรรมหมู่ที่ออร์แลนโด) และที่น่าสนใจ ก็คือ การแสดงออกของสังคมในเชิงของการยอมรับว่าต้องเผชิญกับความกลัวนั้นแปลงจินตนาการไปปรากฏในภาพยนตร์ของฮอลลีวูด โดยเฉพาะการสร้างและนำซูเปอร์ฮีโร่กลับมาช่วยเหลือสังคมและโลก ความนิยมในภาพยนตร์เหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของความปรารถนาที่จะมีผู้มาช่วยเหลือให้พ้นจากความกลัวนั้นเอง

พร้อมกันนั้น ภาพยนตร์จำนวนหนึ่งได้ทำให้ “การแก้แค้น/ล้างแค้น” เป็นเรื่องที่ต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแค้นที่เกิดจากความบกพร่องของกลไกอำนาจรัฐ หรือเกิดจากการถูกกลั่นแกล้งกระทำอย่างไม่ถูกต้อง (ผมกำลังอยากจะรวบรวมภาพยนตร์ที่เน้น “การล้างแค้น” มาจำแนกเพื่อดูแบบแผนของระบอบอารมณ์ความรู้สึกของคนอเมริกันในยุคหลังนี้ หากมีเวลาว่างทำได้ ก็จะค้นและเขียนให้อ่านครับ แต่ไม่สัญญานะครับ ฮา)

“วัฒนธรรมความกลัว” ที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางนี้เอง ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การรณรงค์หาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันได้รับความนิยมอย่างน่าตกใจ จนนักรัฐศาสตร์อเมริกันหลายคนต้องยอมรับว่า แม้ทรัมป์จะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี แต่สิ่งที่ตกตะกอนอยู่ในสังคมอเมริกันไม่มีวันจบไปพร้อมทรัมป์อย่างแน่นอน (ผมเชื่อว่าหากปราศจากรากฐานทางวัฒนธรรมความกลัวนี้ ทรัมป์เป็นแค่ตัวตลกทางการเมืองครับ)

“วัฒนธรรมความกลัว” ที่แผ่ขยายออกไปได้ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากรู้สึกเหมือนกับว่าสิ่งที่ตนกลัวนั้นเป็นความจริงและอาจจะเป็นความจริงที่มากกว่าที่ตนรับรู้ เพราะในช่วงยี่สิบ/สามปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้สังคมอเมริกันได้สูญเสียความสัมพันธ์เชิงหน่วยทางสังคมไปมากขึ้นๆ จนนักวิชาการชื่อดัง Robert D. Putnam เขียนหนังสือที่ชื่อเรื่องก็เน้นให้รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวของปัจเจกชน ได้แก่ Bowling Alone ปัจเจกบุคคลถูกทำให้ล่องลอยอยู่ในทะเลแห่งความปั่นป่วนตามลำพัง ย่อมไม่มีพลังพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์เห็น และไหลไปตามกระแสของสื่อที่อยู่บน “วัฒนธรรมความกลัว”

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการต่อสู้ใน “วัฒนธรรมความกลัว” เชิงลบจะขยายตัวและฝังลึกลงไปในระบอบอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการต่อสู้ในเชิงบวกเลย นักวิชาการจำนวนไม่น้อยได้เริ่มที่จะขบคิดเพื่อหาทางออกจากการสยบยอมต่อ “วัฒนธรรมความกลัว” หนังสือบางเล่มได้ขยายความให้คนอเมริกันเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมคนในโลกจึงเกลียดอเมริกา

สังคมไทย/สังคมโลกจับตามองประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด หากแต่คงต้องทำความเข้าใจ สังคมอเมริกันให้ลึกซึ้งมากขึ้น ขณะเดียวกับ ความเข้าใจสังคมอเมริกันที่เพิ่มมากขึ้นก็น่าจะทำให้เรามองย้อนกลับมาเข้าใจสังคมของเราได้ลึกซึ้งขึ้น