ประชุม‘นัดพิเศษ’อาเซียน-จีน : ไฉนแถลงการณ์จึงถูก‘ถอน’กลับ?

ประชุม‘นัดพิเศษ’อาเซียน-จีน : ไฉนแถลงการณ์จึงถูก‘ถอน’กลับ?

แถลงการณ์อาเซียนหลังประชุม “นัดพิเศษ”

กับจีนที่ยูนนานเมื่อวันอังคารเกิดปัญหาครับ

ตัวแทนมาเลเซียปล่อย แถลงการณ์ร่วมอาเซียน ออกมา แสดงความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียด อันเกิดจากข้อพิพาทในทะเลจีนใต้... ผ่านไป 3 ชั่วโมง ก็ขอ“ถอน”กลับไป บอกว่าจะไป“แก้ไขข้อผิดพลาดบางประการ”

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแถลงการณ์ที่แก้ไขแล้วออกมา

แวดวงการทูตภายในอ้างว่าจีนเห็นข้อความนี้แล้วไม่สบายใจ ไปล็อบบี้ตัวแทนของ สปป. ลาวซึ่งปีนี้เป็นประธานว่าขอไม่ให้ระบุถึงจีนจะได้ไหม

ถึงตอนที่เขียนอยู่ (เช้าวันพฤหัสฯ) ก็ยังไม่มีแถลงการณ์ฉบับแก้ไขออกมาแต่อย่างไร

ทำให้มีประเด็นต้องขบคิดกันไม่น้อยทีเดียว

ภาพที่นำมาให้ดูนี้สะท้อนอะไรหลายอย่าง และที่มีความหมายเป็นพิเศษคือคำว่า “Special….Meeting” ซึ่งแปลว่าเป็นการประชุม นัดพิเศษ โดยที่เจ้าภาพคือจีน ที่เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้ง 10 ไปปิดประตูคุยกันที่เมืองยู่ซี มณฑลยูนนาน ห่างจากคุนหมิงไปทางใต้ประมาณ 90 กิโลเมตรเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“พิเศษ” อย่างไรไม่ปรากฏชัดแจ้ง แต่ก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อได้อ่านแถลงการณ์ร่วมที่ออกมา โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศจีนคือคุณหวังอี้ยืนอยู่หัวแถว

เพราะหัวข้อหลักคือ ทะเลจีนใต้

ผู้ร่วมประชุมคือสมาชิกอาเซียน

และจังหวะเวลาใกล้กับที่ศาลอนุญาโตตุลาการที่กรุงเฮก จะมีคำพิพากษากรณีที่ฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องจีน ว่าด้วยข้อพิพาทว่าด้วยการอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะบางแห่งในทะเลจีนใต้นี่เอง

เมื่อเขาปิดประตูคุยกัน เราก็ไม่รู้ว่าบรรยากาศของการสนทนาเป็นอย่างไร ที่น่าสนใจเป็นพิเศษเห็นจะเป็นว่า

1. รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกับฟิลิปปินส์คุยกันอย่างไร มีการเสวนานอกรอบกันอย่างไรหรือไม่?

2. รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียน มีการพูดคุยกันเองอย่างไรก่อนที่จะพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน?

3. ใครเป็นฝ่ายริเริ่มให้มีการประชุมนัดพิเศษ ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับจีน?

4. ใครร่าง “แถลงการณ์ร่วม” ของอาเซียน? และข้อความไหนที่ทำให้ต้องมีการ “ถอน” ออกไปเพื่อแก้ไข?

ในการแถลงข่าวหลังการประชุมนั้น ภาษาที่ใช้ค่อนข้างสุภาพเรียบร้อยแบบภาษาการทูต โดยยืนยันว่าอาเซียนกับจีนจำเป็นต้อง ร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพ” ในย่านนี้

และเรียกร้องให้มี ความร่วมมือทางทะเลที่เป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังตกลงว่าจะต้องเร่งให้ หลักปฏิบัติร่วม” (Code of Conduct) ในทะเลจีนใต้เสร็จในเร็ววัน

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนหวังอี้บอกนักข่าวว่าอาณาบริเวณนี้ ไม่ควรจะกลายเป็นอีกจุดหนึ่งแห่งความแปรปรวนผันผวน เพราะโลกทุกวันนี้มีความยุ่งเหยิงมากพอแล้ว

หวังอี้บอกว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากข้อเสนอของสมาชิกอาเซียน และเขาเห็นว่าเป็นการพบปะที่ได้จังหวะเหมาะเจาะ มีนัยสำคัญและมีส่วนในการสื่อสารด้านยุทธศาสตร์

“การประชุมครั้งนี้บรรลุเป้าหมายที่คาดหวัง จีนพร้อมจะมีพันธะผูกพันที่จะมีการประชุมอีกในอนาคต เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและขจัดความเข้าใจผิด” รัฐมนตรีต่างประเทศจีนบอก

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ วิเวียน บาลากริสนัน ทำหน้าที่เป็น “ประธานร่วม” ของการประชุมครั้งนี้ด้วย

เขาบอกว่า “การประชุมครั้งนี้แสดงว่าอาเซียนกับจีนสามารถปรึกษาหารือ หัวข้อที่ยากอย่างตรงไปตรงมา สร้างสรรค์และเปิดเผย”

เมื่อบอกว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ตรงไปตรงมา” และ “เปิดเผย ก็ย่อมแปลว่ามีการแสดงความเห็นกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันพอสมควร ระหว่างจีนกับประเทศคู่กรณี ในประเด็นเรื่องทะเลจีนใต้เช่นฟิลิปปินส์และเวียดนาม

แน่นอนว่าการปะทะกันด้วยวาจา ย่อมจะดีกว่าการเผชิญหน้าด้วยเรือรบหรือเครื่องบิน หรือกำลังทหารในทะเลจีนใต้อย่างที่ปรากฏมาแล้วในหลาย ๆ ครั้งระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านและสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็เชิญผู้นำอาเซียนไปพบปะกันที่สหรัฐ และญี่ปุ่นก็ได้เชิญชวนผู้นำอาเซียนไปวิสาสะอย่างเปิดเผย พร้อมแถลงความพร้อมที่จะร่วมมือกับอาเซียนในการขจัด ภัยคุกคาม จากประเทศใหญ่ ๆ ในย่านนี้เหมือนกัน

ไทยเราไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งทะเลจีนใต้ จึงอยู่ในฐานะที่จะเล่นบทเป็นผู้ช่วยคลายความตึงเครียดด้วยการไกล่เกลี่ยหรือ อำนวยความสะดวก ให้เกิดการพูดจาแลกเปลี่ยนระหว่างจีน อาเซียน อเมริกาและญี่ปุ่นได้ในหลายมิติ

จะทำได้หรือไม่ได้เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความ เก๋าในวิทยายุทธ์ทางการทูต ที่ระยะหลังดูเหมือนจะหดหายไปพอสมควร เพราะความขัดแย้งภายในของเราเอง จนทำให้สถานภาพที่ครั้งหนึ่งเคยเข้มแข็ง กลับอ่อนปวกเปียกไปหลายระดับทีเดียว