นวัตกรรมการเงินจากนักท่องเที่ยวจีน: ไทยจะได้อะไรบ้าง?

นวัตกรรมการเงินจากนักท่องเที่ยวจีน: ไทยจะได้อะไรบ้าง?

ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ผู้เขียนเคยอธิบายถึงการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ในจีน ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้

ก่อนออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ระบบจ่ายเงินใน Social Network ที่เรียกว่าWeChat Pay และระบบใน e-Commerce ที่เรียกว่า Alipay ของ Alibaba และผู้เขียนสรุปไว้ว่า นวัตกรรมทางการเงินนี้อาจไม่ผ่านระบบธนาคารพาณิชย์และระบบภาษีของไทย หลังจากนั้นก็มีผู้อ่านบทความดังกล่าวขอให้ผู้เขียนอธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติม และยังมีคำถามที่ว่า หากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทย โดยมากับทัวร์ รับประทานอาหารและพักในที่ที่คนจีนเป็นเจ้าของ แถมจ่ายเงินผ่านมือถือให้กับร้านค้าต่างๆ ผ่านระบบเก็บเงินออนไลน์ในประเทศจีน แล้วประเทศไทยจะได้อะไร

คำตอบของข้อ 2 ก็คือว่า คนจีนที่มาเมืองไทยก็ยังกินยังนอนในประเทศไทย เกษตรกรไทยก็ยังได้ขายวัตถุดิบ คนขับรถทัวร์ก็ยังเป็นคนไทย ลูกจ้างและคนงานในบริษัทคนจีน บางส่วนก็ยังคงต้องเป็นคนไทย เพียงแต่กำไรส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือเจ้าของกิจการซึ่งเป็นคนจีน ซึ่งผลประโยชน์ที่ประเทศไทยควรจะได้อาจไม่เต็มที่ อย่างไรก็ดี ถ้ากิจกรรมของบริษัทจีนมาทำให้เค้กของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยขยายใหญ่ขึ้น และไม่ได้เบียดบังไปจากส่วนที่คนไทยได้อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่รัฐจะต้องกำกับให้กิจกรรมนั้นๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องจ่ายภาษีอากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่เป็นกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรม เป็นกิจกรรมที่มีธรรมาภิบาล ในทำนองเดียวกันหากกิจกรรมของบริษัทไทยไม่ถูกต้องก็ควรต้องถูกยับยั้ง ปราบปรามเช่นเดียวกันประเด็นอยู่ที่ความถูกต้องไม่ใช่เชื้อชาติหรือสัญชาติ

ส่วนในกรณีที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ การติดตามผลประโยชน์จากธุรกรรมท่องเที่ยวจะยุ่งยากขึ้น โชคดีที่ทีมวิจัยของสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะซึ่งได้รับการสนับสนุนงานวิจัยมุ่งเป้าจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ติดตามนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน เท่าที่ทราบในปัจจุบัน มีโมเดลธุรกิจสองโมเดลด้วยกัน

ในโมเดลแรกเป็นการจ่ายผ่านระบบออนไลน์ของ WeChat Pay ซึ่งเป็น Social Network ของจีนที่ทำกิจกรรมร่วมกับธนาคารของไทย ในกรณีการจ่ายเงินจะผ่านระบบธนาคารไทย ซึ่งเป็นธุรกรรมที่บริษัทจัดการท่องเที่ยวจีน (Online Travel Agency: OTA) ใช้อยู่ ในระบบนี้ OTA ที่มีบัญชีกับ WeChat ซึ่งผูกกับธนาคารไทยจะให้ QR โค้ดแก่ร้านค้าไทย เมื่อลูกค้าไปจับจ่ายใช้สอย ร้านค้าจะให้สแกนโค้ดตอนชำระเงินค่าสินค้าและบริการ เงินที่นักท่องเที่ยวจ่ายก็จะผ่าน WeChat และธนาคารพาณิชย์ไทยเข้าบัญชีของบริษัท OTA เจ้าของโค้ด ซึ่งจะต้องไปตัดบัญชีให้ร้านค้าไทยทีละร้าน

ปัญหาในขณะนี้คือ ธนาคารพาณิชย์ไทยยังตัดบัญชีตรงให้ร้านค้าไม่ได้ ขณะนี้เงินค่าใช้จ่ายยังมารวมกันที่ OTA จีนก่อนที่จะตัดจ่ายออกไป ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2559 (ฉบับที่ 26/2559) ในเรื่องความเสี่ยงที่ร้านค้าหรือสถานประกอบการไทยอาจได้รับจากการเลือกวิธีชำระเงินจากผู้ให้บริการการเงินที่ไม่ได้รับใบอนุญาต

ในโมเดลที่ 1 นี้ WeChat Pay ได้ออกแถลงการณ์มาว่า การจ่ายเงินผ่านระบบ WeChat มีความปลอดภัยเพราะ 1) ธุรกิจในต่างประเทศที่ต้องการเข้าร่วมกับ WeChat Pay จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด จะต้องมีการเชื่อมโยงด้านการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจ ต้องมีตรวจสอบการดำเนินงานด้าน KYC และ KYB (Know Your Customer และ Know Your Business) ต้องรู้นโยบายในประเทศ และเขตพื้นที่นั้นๆ 2) WeChat Pay ในประเทศจีนไม่มีการดำเนินการในรูปแบบตัวแทน และ WeChat Pay ไม่อนุญาตให้ผู้รับบริการในเครือข่ายมอบฉันทะให้ใครเป็นตัวแทนระดับ 2

โมเดลที่ ทีมวิจัยได้รับความร่วมมือจากคุณก้องภพ ภู่สุวรรณ เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ร่วมระดมสมองให้ความเข้าใจปัญหานี้กระจ่างขึ้น สำหรับโมเดลนี้จะมีบุคคลที่ 3 ที่มิใช่ OTA (หรืออาจมีกิจกรรมท่องเที่ยวบ้าง) แต่เป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงินเป็นหลักตั้งตัวเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน ในโมเดลนี้ บริษัทจีนที่มีบัญชีกับ WeChat Pay ในจีนมาตั้งบริษัทตัวแทนของตนเองในไทย (แต่ไม่ใช่ตัวแทนของ WeChat) แล้วออก QR โค้ดให้ร้านค้า เมื่อนักท่องเที่ยวชำระเงินก็จะเข้าบัญชีของบริษัทแม่ในประเทศจีน ซึ่งหากบริษัทบุคคลที่ 3 มีกิจกรรมอื่นๆ ในเมืองไทย ก็เอารายได้ในประเทศไทยจ่ายคืนร้านค้าเลย กำไรที่ได้ก็คือกำไรจากค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่ไม่ต้องเสีย และยังกำไรจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนกับร้านค้าอีกด้วย

ถามว่าในโมเดลที่ 2 นี้จะเป็นธุรกรรมผ่านธนาคารพาณิชย์ไทยหรือไม่ คำตอบก็คือ ผ่านตอนที่บริษัทบุคคลที่ 3 จ่ายเงินคืนร้านค้าในประเทศไทย แต่การติดตามกระแสเงินจะยากเพราะจะแยกกระจายออกไปเหมือนธุรกรรมในประเทศทั่วไป เป็นโมเดลที่ WeChat Pay ก็ไม่รู้ว่ากลไกของตนถูกใช้โดยบุคคลที่ 3 ความเสี่ยงก็ตกกับผู้ประกอบการไทย เพราะบริษัทบุคคลที่ 3 ไม่ใช่ตัวแทนของ WeChat Pay และไม่ใช่ผู้ให้บริการทางการเงินตามกฎหมายไทย แต่ในระยะแรกๆ ร้านค้าไทยจะนิยมวิธีการนี้ เพราะบริษัทบุคคลที่ 3 มีเงินสดสำรองจ่ายให้ก่อน

ในโมเดลที่ 2 นี้ หากบริษัทบุคคลที่ 3 มีกิจการทั้งในไทยและจีนก็ไม่ต้องมีเงินโอนระหว่างประเทศ ดังนั้น เงินที่จ่ายร้านค้าก็จะไม่ผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ไทย และกำไรก็ไม่ปรากฏในบัญชีธุรกิจในไทยจึงไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย รัฐบาลควรหาทางทำให้บริษัทบุคคลที่ 3 เข้าระบบและให้มีการเสียภาษีถูกต้อง ส่วนบริษัทในโมเดลที่ 1 นั้น อยากให้เข้าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่แล้วก็ควรจัดระบบให้เข้าได้ เพียงแต่ควรเป็นระบบที่บริษัททัวร์ของไทยสามารถใช้ได้จะได้ไม่เสียเปรียบทัวร์จีน

ส่วนธนาคารพาณิชย์ไทยก็ควรสนใจระบบจ่ายเงินออนไลน์มากขึ้น อาจไปร่วมกับ WeChat Pay และ Alipay ให้มากขึ้นเพราะนับวันคนจีนก็จะเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ในอัตราเพิ่มปัจจุบัน อาจจะถึง 30 ล้านคนใน 5 ปี เรียกว่า VISA ต้องชิดซ้ายให้กับ WeChat Pay ไปเลย

ที่ผู้เขียนสงสัยก็คือ ทำไมธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่ใช้ระบบ QR โค้ดกับ e-payment ซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่าเลขที่บัญชีและเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งพนักงานธนาคารทุกแห่งสามารถรู้ได้โดยไม่ยาก