รับจ้างเรียนแทน: ยอดของภูเขาน้ำแข็ง

รับจ้างเรียนแทน: ยอดของภูเขาน้ำแข็ง

การจ้างให้เพื่อนนักศึกษาเข้าเรียนแทนในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่สะท้อนถึงปัญหาของการเรียนการสอน

ในระดับอุดมศึกษาไทย “การจ้าง” เกิดขึ้นเพราะมีการเช็คชื่อเข้าชั้นเรียน นักศึกษาไม่อยากที่จะขาดการเช็คชื่อเนื่องจากมีโอกาสหมดสิทธิ์สอบ หากขาดเกินจำนวนชั่วที่กำหนดไว้ ผมเชื่อว่าหากไม่มีการเช็คชื่อการเข้าชั้นก็จะไม่มีการจ้างเกิดขึ้น แต่หากไม่เช็คชื่อ การขาดเรียนก็จะสูงมากขึ้น ในบางชั้นเรียน และบางวิชาก็อาจจะมากจนทำให้ไม่สามารถจะสอนต่อไปได้ด้วยซ้ำไป

กล่าวได้ว่าสัดส่วนของนักศึกษาไม่เข้าชั้นเรียนมีสูงมากขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ (ทั้งหมดทุกสาขา) ส่วนสายเฉพาะทาง ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ/วิทยาศาสตร์ การขาดเรียนเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

เราจะเข้าใจการขาดเรียนที่เพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจนี้ได้อย่างไร เพราะนี่ไม่ใช่ความขี้เกียจส่วนบุคคล หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สำคัญมาก

หากพิจารณาจากทางด้านนักศึกษา พบว่าความปรารถนาที่จะ “เรียนรู้” ของนักศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะนักศึกษาไม่สามารถ หรือไม่ตั้งคำถามได้ว่า “ความรู้” คืออะไร แล้วพวกเขาในฐานะนักศึกษาอยู่ตรงไหนของกระบวนการการสร้าง “ความรู้” ในอุดมศึกษา

“ความรู้” ในทัศนะของนักศึกษาจึงเป็นเสมือนไขควงหรือเครื่องมืออะไรสักอย่างหนึ่งที่อยู่นอกตัว รอวันเวลาจำเป็นก็จะหยิบมาใช้ ในยามไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำอะไร

“ความรู้” จึงไม่สัมพันธ์อะไรเลยกับความสามารถในการคิดเชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ เพื่อจะทำให้เกิดความหมายใหม่ในการรับรู้ นักศึกษาไทยจึงรู้สึก “ชิลๆ” กับการเรียนการสอน และจะเครียดเฉพาะก่อนวันสอบหนึ่งหรือสองวันเท่านั้น เพราะอ่านหนังสือไม่ทันและไม่รู้เรื่อง (ฮา)

ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาจึงไม่รู้ว่าตนเองจะเข้าเรียนไปทำไม ในเมื่ออ่านหนังสือสอบก็ได้อยู่แล้ว

จึงไม่แปลกใจที่กรอบการคิด/ความรู้สึกที่กำหนดเพดานการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของนักศึกษา (แม้ว่าอยู่ปีสี่) จึงยังคงเป็นการรับเอาข้อสรุปทั่วๆ ไป (ตื้นๆ ดาษๆ) จากสังคม เช่น อธิบายปัญหาวัยรุ่นด้วยเหตุการรับวัฒนธรรมตะวันตก จนกล่าวได้ว่าเกือบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงในการรับรู้มนุษย์และสังคมที่มาจากชั้นเรียนเลย

แรงปรารถนาในการเรียนรู้ที่ลดลงเป็นผลมาจากการที่สังคมต้องการให้นักศึกษาเป็น เด็กที่ไม่ต้องคิดอะไร เพื่อตอบสนองกับระบบอำนาจที่ไม่ต้องการให้ใครมี/ตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ชนชั้นนำที่เคยหวาดกลัวต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษาตั้งแต่ช่วงปี 2516-2519 ก็ได้ร่วมกันส่งเสริมความเป็น “เด็ก” ให้นักศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดการกระทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิดเพราะ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” (ฮา)

แน่นอนว่า การศึกษาเรื่อง “แรงปรารถนา” ของนักศึกษาและผู้คนนั้นเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อน ดังนั้น หากกระทรวงศึกษาอยากจะเข้าใจปัญหานี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ไข (ขออย่าเพิ่งด่วนสรุปปัญหาอย่างมักง่ายนะครับ) ก็ต้องหานักวิจัยสหวิทยาการจำนวนหนึ่งมาศึกษาอย่างจริงจังสักสองสามปีครับ

หากพิจารณาจากสถาบันการศึกษาและการสอน ในช่วงหลังๆ นี้ การที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการได้ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในการแสวงหารายได้ และส่งผลให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาต่างๆ หันมาเน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ “จุดคุ้มทุน” ทางธุรกิจเป็นหลัก ความสนใจที่จะสร้าง “อุดมศึกษา” ที่สร้างสรรค์ความรู้มลายไปสิ้น อย่างมากที่มักจะพูดกันก็คือสร้างคนให้แก่ “ตลาดแรงงาน” ซึ่งบ้องตื้นอย่างถึงที่สุด เพราะแทนที่อุดมศึกษาจะเป็นพลังนำสร้าง “ตลาดแรงงาน” กลับต้องเดินตามนักลงทุนอย่างเซื่องๆ

รัฐบาลเองก็อย่าไปพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สตารท์อัพ หรืออื่นๆ เลยครับ เหม็นขี้ฟัน

พร้อมกันนั้น ทางหน่วยงานที่ควบคุมดูแลอุดมศึกษา (สังกัดตระกูล ส. เช่น สกอ. เป็นต้น) ได้สร้างอำนาจคุมมหาวิทยาลัยมากเสียยิ่งกว่าระบบราชการเดิมเสียอีก เพราะได้มีความพยายามจะขยายอำนาจลงคุม ลงถึงรายวิชา ด้วยการบังคับทำแบบประเมิน “มัดคออาจารย์” (มคอ.) รายวิชา (ให้มีแบบแผนใส่จุดดำ

ในแต่ละเรื่องเหมือนกัน)

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าคนในหน่วยงานควบคุมมหาวิทยาลัยนี่นะ รู้ทุกเรื่องเป็นพหูสูตรเลยหรือ และการลอกเอาการประเมินการศึกษาตามวงการศึกษาต่างชาติมานั้น รู้หรือไม่ว่าผลในประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร (เฮ้อ)

ที่สำคัญ การบริหารมหาวิทยาลัยก็ตกอยู่ในกำมือของ “เครือข่ายผู้บริหาร” เฉพาะกลุ่ม เพราะภายหลัง

จากการใช้การสรรหาผู้บริหารแทนการเลือกตั้ง ก็ได้ทำให้เกิดการสร้าง “เครือข่ายผู้บริหาร” ที่ทำให้เกิดการเวียนกันไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอื่น (ผ่านการสรรหา) ในเครือข่ายเมื่อครบสองวาระในมหาวิทยาลัยเดิมของตนเอง แล้วมันจะเกิดการสร้างสรรค์อะไรในอุดมศึกษาครับ

กระบวนการสรรหาแบบนี้เป็นประชาธิปไตยแบบเฉพาะชนชั้นนำนิยม (democratic elitism : เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับนี้) ซึ่งไม่ต้องการให้คนกลุ่มใดเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผมขอให้ยกเลิกการสรรหาผู้บริหารแบบนี้เถอะครับ เพื่อประโยชน์ต่ออุดมศึกษาไทย

การเปลี่ยน “รุ่น” และ “ชนชั้น” ในกลุ่มคณาจารย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์อยู่กับประสิทธิภาพการสอน กล่าวคือ จากเดิมในช่วงสองทศวรรษหลัง 2500 อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็น “อุดมคติ” หนึ่งในการดำเนินชีวิตที่มึความหมาย แต่การขยายตัวของมหาวิทยาลัย และความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมในช่วงสองทศวรรษหลังนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัย (ที่เยอะแยะและหลากหลายประเภท) ก็ถูกทำให้เป็นเสมือนอาชีพธรรมดาๆ อาชีพหนึ่ง จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่การทะเลาะกันในเรื่องค่าสอนเกินหรือค่าสอนภาคพิเศษจึงเกิดถี่มากขึ้น

พร้อมกันนั้น การสอนที่เป็นเน้นเชิง “ทักษะ” ได้กลายมาเป็นเป้าหมายหลักของการสอนและการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการกำหนดของหน่วยควบคุมมหาวิทยาลัยด้วย ยิ่งทำให้การเรียนน่าสนใจน้อยลงเพราะไม่ได้สร้างให้นักศึกษารู้สึกถึงความท้าทายในการต้องคิด

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อจะบอกว่า อย่าดราม่าอะไรกับการรับจ้างเรียนแทนเลย เพราะในความเป็นจริง ปัญหาในการศึกษาอุดมศึกษานั้นมีมากมายและลึกกว่าที่เห็นครับ ร้องไห้เลยดีกว่าครับ