ต้องสร้างสมดุล

ต้องสร้างสมดุล

เป็นที่เข้าใจกันว่าช่วงเวลานี้ ธุรกิจอุตสาหกรรมบ้านเรา

ส่วนใหญ่ไม่สดใสนัก มีไม่มากนักที่มีทิศทางที่ดี ที่เห็นได้ชัดเจนคื่อเรื่องของการท่องเที่ยว ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้เข้าประเทศได้มาก แม้บางช่วงบางเวลาจะมีบางตลาดที่ซบเซา แต่ก็มักจะมีตลาดทดแทนอยู่เสมอๆ เช่นกัน 

ด้านหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวก็พยายามส่งเสริม และขยายตลาดใหม่ๆ ผ่านหลากหลายโครงการ เช่น เมืองรอง เมืองต้องห้าม... พลาด หรือการมอบนโยบายให้หน่วยงานในต่างประเทศหามาตรการดึงดูดเข้ามามากขึ้น 

สิ่งที่การท่องเที่ยวของเราดี ก็ต้องกราบงามๆ กับบรรพบุรุษที่สร้างศิลป วัฒนธรรม ที่สวยงามเอาไว้ให้ กราบงามๆ ธรรมชาติที่รังสรรค์สถานที่สวยงาม สงบ และห่างไกลภัยธรรมชาติเอาไว้ให้ แต่คงไม่ต้องถึงขั้นกราบผู้คนยุคปัจจุบันเพื่อขอร้องให้หยุดการทำลายธรรมชาติ ทำลายวัฒนธรรรมที่ดีงามนะครับ 

จุดเด่นหลายๆ อย่างเหล่านี้ ไม่ได้ดึงดูดเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่า่นั้น แต่ยังดึงดูดรายได้ด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น รายได้จากการจัดประชุม สัมมนา ที่ภาครัฐก็พยายามผลักดันให้ไทยเป็นหมุดหมาย เป็นตัวเลือกแรกๆ รวมไปถึงรายได้จากวงการบันเทิง อย่างเช่น กองถ่ายทำภาพยนตร์หรือถ่ายทำงานโฆษณาต่างชาติ ที่สนใจอยากได้ โลเกชั่น หรือว่า ศิลปะ ประเพณี ของไทย ไปอยู่บนแผ่นฟิล์ม (หรือไฟล์ดิจิทัลก็แล้วแต่)

ซึ่งที่ผ่านมา มีกองถ่ายเข้ามาถ่ายทำมากมาย ทั้งฟอร์มใหญ่ ฟอร์มเล็ก มาแบบเป็นข่าวใหญ่โต หรือ มาแบบเงียบๆ ชนิดไปถ่ายทำฉากเต้นรำแถวๆ ถนนสาทร-นราธิวาส แล้วคนมองอย่างงงๆ ว่ามาเต้นอะไรกันตามสะพานลอย 

สัปดาห์ที่แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็เตรียมชงมาตรการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง หลังจากเดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฝรั่งเศสเมื่อเดือนที่ผ่านมา และได้เจรจาหารือกับคนในวงการบันเทิงของโลกมากมายที่มารวมตัวกันที่นั่น 

หลักการเบื้องต้นก็คือ การจัดทำแผนการให้สิทธิประโยชน์ หรือที่เรียกว่า อินเซนทีฟ ด้วยมาตรการคืนภาษีในระดับ 20% ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการถ่ายทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองไทย และก็จะพยายามเร่งให้ทันการเตรียมงานของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่มีแผนเริ่มต้นเปิดกล้องกันช่วงเดือน ม.ค. ปีหน้า 

การเร่งไม่เพียงแต่เป็นการดึงดูด แต่ว่าต้องแข่งกับเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ที่อยากเห็นกองถ่ายต่างชาติในประเทศเขาเช่นกัน โดยมีแนวคิดคืนภาษี 30-40% สูงกว่าเรา

แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน เราก็ได้ยินข่าวคนไทยไม่น้อยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการถ่ายทำโฆษณา ด้วยการดริฟท์รถจนควังโขมงรอบๆ เจดีย์วัดสามปลื้ม โบราณสถานสำคัญแห่งกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา

หลายคนเห็นว่าการที่มีภาพสิ่งดีสิ่งเด่นของไทย ออกไปเผยแพร่ทั่วโลกนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่วิธีการนำเสนอต่างหากที่ต้องดูว่ารูปแบบไหนจึงจะเหมาะสม 

ถึงจุดนี้ทำให้นึกถึงแนวคิดก่อนหน้านี้ที่มีหลายคน ต้องการผลักดันให้บ้านเราจัดแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน บนเกาะรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุผลเด็ด คือ จะมีฉากหลังสวยงาม นั่นคือ วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง โดยไม่ได้มองความเหมาะสมด้านอื่นแต่อย่างใด 

โชคดีที่แนวคิดนี้ตกไป

เข้าใจได้ว่าบ้านเราต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากต่างชาติที่เดินทางเข้ามา แต่ทั้งนี้คงต้องวางแนวทางสร้างสมดุล และบริหารจัดการให้ดี ทั้งก่อน ขณะ และหลัง การถ่ายทำ การท่องเที่ยว ที่ต้องไม่รบกวน ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิม เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับอ่าวมาหยาเมื่อหลายปีก่อน 

และต้องให้ความสำคัญ ไม่เฉพาะกับธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง หรือโบราณสถานเท่านั้น แต่จิตใจของเจ้าของประเทศ คือ คนไทย ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน