O-NET เป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง

O-NET เป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง

ในขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องเฉลยข้อสอบ O-NET มุ่งไปที่ความถูกต้องของคำตอบ ว่าเฉลยถูกกี่ข้อผิดกี่ข้อกันแน่

รวมไปถึงการตั้งคำถามว่าใช้ภาษาที่รอบคอบรัดกุมไม่กำกวมหรือไม่อย่างไร ประเด็นที่ใหญ่มากไปกว่านั้นคือ “เราอยากให้อนาคตของลูกหลานที่เป็นเยาวชนที่เป็นความหวังของชาติถูกตัดสินด้วยข้อสอบแบบนี้หรือไม่”

ข้อสอบแบบนี้กำลังส่งสัญญาณให้ทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตของประเทศให้มุ่งพัฒนาความรู้ ความสนใจ ความคิดอ่านไปในทิศทางที่สอดรับกับสมรรถนะของคนที่จะประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราเข้าใจตรงกันว่า “ข้อสอบก็คือเครื่องมือในการวัดชนิดหนึ่ง” ก็ชวนให้สงสัยว่าข้อสอบเหล่านี้กำลัง “วัดอะไร” เป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหนและถ้ามองว่า “ข้อสอบเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์จากการเรียน” ก็ยิ่งชวนให้คิดย้อนกลับไปถึงเป้าหมาย เนื้อหา และวิธีการเรียนการสอนที่ใช้กันอยู่ในห้องเรียนทุกๆ วันว่า “นักเรียนต้องเผชิญกับอะไรอยู่”

โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้แตกต่างจากโลกสมัยที่เราเกิดมาอย่างมาก และโลกที่ลูกหลานของเราจะเติบโตไปก็จะเป็นโลกที่แตกต่างไปจากโลกที่เราอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมากเช่นกัน โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราความเร็วและรูปแบบที่เราคาดการณ์ได้ยากยิ่งในลักษณะที่ซับซ้อนเปลี่ยนเร็ว เปลี่ยนแรงไม่แน่นอน และกำกวมเแบบเดียวกับที่ศัพท์ทางการทหารเรียกกันย่อๆ ว่า VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, & Ambiguity) คำถามคือในโลกที่เป็นเช่นนี้เราควรจะเตรียมความพร้อมและให้การศึกษาแก่ทรัพยากรมนุษย์ของเราเช่นไร เราจะยังคงยึดมั่นในวิธีการสร้างคนในแบบเดียวกันกับเมื่อ 50 ปีที่แล้วที่พิสูจน์มาแล้วว่า ได้สร้างคนเก่งคนดีมามากมายได้ขนาดไหน ในเมื่อเราประจักษ์แก่สายตาว่าโลกปัจจุบันแตกต่างจากโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง และจะแตกต่างไปอย่างมโหฬารกับโลกในอีก 50 ปีข้างหน้า

การศึกษาเพื่อสร้างคนไปเป็นผู้นำไปเป็นผู้ประสบความสำเร็จในอนาคต จึงไม่ได้เน้นที่ ความรู้หากแต่เน้นที่ ความคิดและ ความสามารถในการเรียนรู้” เพื่อให้เกิดการต่อยอดด้วยตนเองได้ในอนาคต เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่เคยพบปัญหาที่ไม่เคยเจอการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหมาย

การให้น้ำหนักที่มุ่งไปที่ความรู้เป็นหลักไม่อาจช่วยให้เราสร้างคนแบบที่เราต้องการได้ มีการศึกษาบางชิ้นคาดการณ์ว่า ความรู้ต่างๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในทุกๆ 2 ปี และมีความรู้จำนวนไม่น้อยที่จะล้าสมัยไร้ประโยชน์ในเวลาไม่กี่ปี ที่สำคัญความรู้จำนวนมากอยู่ที่ปลายนิ้วที่สามารถค้นหาได้ในพริบตา และความรู้ไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในห้องเรียน ในหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป ดังนั้น “การสร้างคนด้วยการถ่ายทอดความรู้” จึงมิใช่เป้าหมายหลักของการศึกษาและมิใช่บทบาทหลักของสถาบันการศึกษาอีกต่อไป

ที่น่าสนใจคือแนวทางการศึกษาที่ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่ กลับได้แก่วิธีการที่ย้อนกลับไปที่รากศัพท์ดั้งเดิมในภาษาละติน ซึ่งได้แก่ “การดึงออกมา” ไม่ใช่ “การใส่เข้าไป” ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็น “ตลกร้าย” เพราะกลายเป็นว่า เพื่อรับมือกับอนาคต เราต้องย้อนกลับสู่อดีตที่เป็นจุดตั้งต้นดั้งเดิม (แต่อันที่จริง หลายเรื่องในชีวิต ก็เป็นเช่นนั้น) ความหมายคือเราต้องไม่มองว่าเด็กคือผ้าขาวแล้ว แต่เราจะแต่งแต้มเด็กไม่รู้อะไร ต้องบอกและสอนทุกอย่างในทางตรงกันข้ามเราต้องคิดว่าทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพในตัวการศึกษามีหน้าที่สร้างเงื่อนไข สร้างโอกาสในการช่วยให้แต่ละคนดึงเอาศักยภาพในตัวออกมาพัฒนาออกมาต่อยอดให้เบ่งบาน ให้งอกงามเติบโตเต็มตามศักยภาพของแต่ละคน ไม่ใช่เอาทุกคนมาไว้ในห้องเดียวกันวิชาเดียวกันแล้วบังคับให้ทุกๆ คนรู้เหมือนๆ กันแล้ววัดว่าใครเก่งหรือไม่เก่งจากระดับความรู้ที่ได้รับจากการเรียนจากการถ่ายทอดของครู

เมื่อเรายังปล่อยให้การศึกษาดำเนินไปในแนวทางเช่นนี้ยังคงสนับสนุนให้การเรียนทั้งในห้องเรียนรวมทั้งการเรียนเสริมนอกห้องเรียนเป็นไปในแนวทางเดียวกันแล้ว เราจะคาดหวังผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่จะให้คนส่วนใหญ่ของประเทศคิดเองเป็น มีเหตุมีผลมีวิจารณญาณไม่เชื่องมงาย ไม่สักแต่ส่งต่อทุกเรื่องที่ได้รับทางไลน์ ไม่ตื่นเต้นตกใจกับข่าวเก่าที่เอามาส่งใหม่ ไม่ร้องแรกแหกกระเชอไปตามกระแสข่าวลือได้อย่างไร

สำนวน ปลายยอดภูเขาน้ำแข็งซึ่งยืมมาจากของฝรั่ง แปลว่า สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหานั้น แท้จริงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งในที่นี้คือระบบการศึกษาของประเทศที่ต้องเริ่มต้นแก้ไขจากวิธีคิด และมุมมองของผู้บริหาร ผู้กำหนดและกำกับดูแลนโยบาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นในระดับประเทศด้วยซ้ำไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ใดๆ ก็เริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็กๆ เสมอ คำถามที่น่าสนใจคือหากจะมีมหาวิทยาลัยสักแห่ง เช่นธรรมศาสตร์จะลุกขึ้นมาบอกว่า หยุดระบบแบบนี้เสียที ธรรมศาสตร์ไม่เอาด้วย สังคมไทยจะว่าอย่างไร หรือถ้าจะให้ดี ก็ชวนมหาวิทยาลัยฉันมิตรที่คิดไม่ต่างกันให้ลุกขึ้นมาผลักดันการเปลี่ยนแปลง ก็น่าจะเป็นคุณูปการไม่เพียงแก่ทรัพยากรมนุษย์ตาดำๆ ของชาติ หากแต่จะยังประโยชน์ให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอันเป็นที่รักของเราทุกคนต่อไปได้ในอนาคต

-----------------

พิภพ อุดร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์