กระทบไหล่นายกฯจีน : ว่าด้วยลิ้นกับฟันและ Big Brother

กระทบไหล่นายกฯจีน : ว่าด้วยลิ้นกับฟันและ Big Brother

นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน

พบกับคณะบรรณาธิการของเอเชียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อตอบคำถามหลายประเด็น ที่กำลังต้องการคำตอบตรงๆ จากรัฐบาลปักกิ่ง

ผมกับบรรณาธิการของเครือข่ายข่าวแห่งเอเชียหรือ Asia News Network (ANN) มีโอกาสเจอ “ตัวเป็นๆ” ของผู้นำจีนทั้งที ก็ย่อมจะต้องถามเรื่องที่อยู่ในใจของคนทั้งหลาย โดยเฉพาะเพื่อนบ้านของจีน ที่ต้องการจะรู้ว่าการอยู่ร่วมกันกับมังกรยักษ์ที่กำลังสยายปีกในทุกๆ ด้านอย่างรวดเร็วและน่าเกรงขามนั้นจะต้องทำตัวอย่างไร

เมื่อจีนกลายเป็นประเทศยักษ์ระดับโลกอย่างนี้จะทำตัวเป็น พี่ผู้เอื้อเฟื้อ หรือเป็น พี่เบิ้มที่เกรี้ยวกราดใส่น้องๆ หรือเป็นนักเลงปากซอยที่คอยรังแกคนตัวเล็กกว่าหรือไม่

นายกฯหลี่เค่อเฉียงตอบอย่างไม่ลังเลว่า

1. จีนไม่ใช่มหาอำนาจและไม่ต้องการเป็นมหาอำนาจ เพราะยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา แม้จะเป็นประเทศพัฒนาที่ใหญ่ แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของจีนยังอยู่อันดับที่ 80 กว่าๆ ด้วยซ้ำ จึงยังต้องใช้เวลาอีกนานที่จีนจะบรรลุเป้าหมายเป็นประเทศทันสมัยที่ตั้งเป้าเอาไว้

2. จีนไม่ต้องการเป็น Big Brother ที่เล่นบทรังแกหรือเอาเปรียบประเทศที่เล็กกว่า เพราะจีนต้องการคบหาทุกคน (มีเพื่อนบ้านทั้งทางบกและทางน้ำกว่า 20 ประเทศ) อย่างเสมอภาค เป็นพี่น้องเท่าเทียมกัน และการจะสามารถเป็นประเทศทันสมัยตามเป้าหมายที่วางเอาไว้นั้น จีนย่อมต้องการให้ภูมิภาคนี้มีสันติภาพ เสถียรภาพและความสมานฉันท์

ประเด็นหลักที่นายกฯจีนเน้นก็คือ จีนเห็นว่าผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านนั้นมีมากกว่าความแตกต่าง

เมื่อจีนไม่ต้องการดำเนินนโยบาย อำนาจบาตรใหญ่” (hegemony) ก็ย่อมจะต้องรักษาบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร และพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น บนพื้นฐานของเหตุผลและประโยชน์ร่วมกัน

“แน่นอนว่าบางครั้งฟันก็อาจจะกัดลิ้นโดยไม่ได้ตั้งใจบ้าง แต่โดยหลักทั่วไปแล้วจีนต้องการจะคบหาทุกประเทศอย่างจริงใจ และไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน...” นายกฯหลี่เค่อเฉียงตอบคำถามอย่างคล่องแคล่ว

แรกทีเดียวผมหวั่นว่าบรรยากาศการสนทนาอาจจะเป็นทางการ หรือการพบปะอาจเป็นเพียง “พิธีกรรม เท่านั้น

แต่เมื่อผู้นำจีนท่านนี้เดินเข้าห้องโถงใหญ่ ของมหาศาลาประชาชนกลางกรุงปักกิ่ง ก็สามารถทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ไม่มีคำถามอะไรที่ไม่ตอบ และยังหยอกเย้าให้เกิดเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ ด้วยซ้ำไป

เดิมที่ว่าจะให้ถามได้เพียง 4 คำถาม เอาเข้าจริงๆ นายกฯหลี่ก็ไม่ได้จบลงตรงนั้น หากแต่พยักหน้าขอให้บรรณาธิการท่านอื่นๆ นอกเหนือจาก 4 คนแรกถามต่อ

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจไปถึงทะเลจีนใต้ ข้ามไปประเด็นความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และความสัมพันธ์จีนกับอินเดีย นายกฯหลี่ชี้แจงจุดยืนของจีนอย่างแคล่วคล่อง

ล่ามแปลภาษาอังกฤษ-จีนที่นั่งอยู่ข้างหลังของนายกฯคือ จางลู่ ที่ต้องถือว่าเป็น “มือหนึ่ง” ของล่ามจีนจากกระทรวงต่างประเทศ สามารถแปลสดทุกประโยคอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เธอคนนี้เคยเป็นล่ามทางการให้ในงานใหญ่อย่างการประชุมสภาประชาชนและสภาที่ปรึกษาฯอย่างเป็นทางการ

จางลู่กลายเป็น ขวัญใจชาวไซเบอร์ของจีนเมื่อปี 2010 เธอทำหน้าที่เป็นล่ามให้ นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าขณะนั้น ตอนเปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน

พอนายกฯเวินเจียเป่าอ้างบทกวีโบราณจีนขึ้นมาอย่างกะทันหัน จางลู่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษ ได้อย่างไพเราะลึกซึ้งจนชาวเน็ตจีนเอาไปแชร์กันต่ออย่างเกรียวกราว

หลี่เค่อเฉียงเป็นหนึ่งใน ผู้นำรุ่นที่ 5” ของจีนที่มีประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเป็นกัปตัน

ปีนี้อายุ 61 ร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ และเป็นแกนสำคัญในการวางนโยบายเศรษฐกิจของจีน ที่กำลังเผชิญกับความผันผวนอยู่ขณะนี้

ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ เขาเป็นผู้ว่าฯ และขยับขึ้นเป็นเลขาธิการของมณฑลเหอหนานระหว่างปี 1998-2004 หลังจากนั้นก็รับตำแหน่งสูงสุดของมณฑลเหลียวหนิงระหว่างปี 2008-2013

หลี่เค่อเฉียงฉายแสงแห่งความโดดเด่นอย่างชัดแจ้ง เมื่อได้รับเลือกเป็นรองนายกรัฐมนตรี ภายใต้การนำของนายกฯเวินเจียเป่า รับผิดชอบการพัฒนาเศรษฐกิจ การควบคุมราคาสินค้า การเงิน และการบริหารเศรษฐกิจมหภาค

เขาจึงเป็นผู้สันทัดพิเศษทางด้านเศรษฐกิจของจีนทั้งในช่วงเฟื่องฟูที่มีอัตราโตต่อปีเกิน 10% จนถึงช่วงที่เริ่มจะแผ่วและถึงวันนี้ที่อัตราโตต่ำกว่า 7%

หลี่เค่อเฉียงยืนยันตลอดว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แต่ทุกอย่างก็ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พูดง่ายๆ คือนายกฯจีนคนนี้บอกว่า “เอาอยู่แน่ ๆ แต่ก็ยอมรับว่าต้องมีการปรับตัวกันหลายๆ ด้านเพื่อสร้างประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกฯในปี 2013 หลี่เค่อเฉียงได้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจจีน ให้ลดความสำคัญของการพึ่งพาการส่งออก มาเน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

เขาเป็นผู้ผลักดันให้จีนมีการ ปฏิรูปอย่างกว้างขวางและลุ่มลึก ในทุกๆ ด้านของเศรษฐกิจจีนเพื่อฟันฝ่าผ่านปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังกระทบทั้งโลกขณะนี้

วันนี้เขายึดกุมอำนาจการบริหารของรัฐบาล ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน