พลวัตความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

พลวัตความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ดูเหมือนว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมจะมีแทรกซึมอยู่ในทุกประเทศ

ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจนก็ตาม จะแตกต่างก็เพียงแต่ระดับความรุนแรงของปัญหาที่แตกต่างกันไปตามโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของแต่ละประเทศเท่านั้น จะขอยกกรณีตัวอย่างสักสองเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยในการมองภาพของปัญหาให้ได้ชัดเจนมากขึ้น

ตัวอย่างแรกคือ กรณีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ก็ได้ดำเนินมาตรการทางด้านภาษีและการใช้จ่ายของรัฐในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน มาตรการหลายอย่างเหล่านั้นก็อาจเป็นนโยบายที่ผิดพลาดด้วย เช่น การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา ซึ่งมีผลนำไปสู่การเกิดปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง เป็นต้น ตัวอย่างที่สอง ก็คือกรณีที่นาย Lawrence H. Summers อธิบายปรากฎการณ์ผิดปกติของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่เขาเรียกว่าภาวะ ‘Secular Stagnation’ นั้นว่า มีสาเหตุประการหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มีอยู่สูงในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้ว (หรือร่ำรวย) ทั้งหลาย ที่ทำให้ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยนั้นมีเงินออมจำนวนมากที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผู้ที่มีฐานะยากจนและชนชั้นกลางไม่สามารถใช้จ่ายได้เพิ่มมากขึ้นภายหลังจากวิฤกตการณ์ทางการเงินที่ผ่านมาเพราะมีเงินออมเหลืออยู่ไม่มากนักนั่นเอง          

ประเด็นที่น่าสนใจต่อไป จึงหนีไม่พ้นคำถามเกี่ยวกับ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายไปกว่าเดิมอย่างไร เพราะเหตุใด

นักเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งคำถามเหล่านี้กันมานานแล้ว  แนวคิดสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนั้นมาจากงานของ Kuznets (1955) ซึ่งอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจากการผลิตแบบเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมนั้น ได้ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะแรกนั้น จะสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ แต่ต่อมาเมื่อระบบเศรษฐกิจได้พัฒนาถึงระดับหนึ่งแล้ว ระดับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มลดต่ำลงไปเองตามพัฒนาการที่สูงขึ้นของระบบเศรษฐกิจ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การกระจายรายได้จะดีขึ้นเมื่อประเทศได้พัฒนาเศรษฐกิจไปในระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แนวคิดข้างต้นก็มีจุดอ่อนตรงที่คำนึงถึงแต่เฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ละเลยที่ครอบคลุมไปถึงปัจจัยทางด้านสังคมและการเมืองที่มีผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย หนังสือของ Piketty (2014) ถือเป็นงานชิ้นล่าสุดที่โต้แย้งสมมติฐานของ Kuznets โดยได้ใช้ข้อมูลสถิติที่คณะวิจัยของเขาได้ใช้เวลาหลายปีในการเก็บรวบรวมและจัดทำเป็นฐานข้อมูลย้อนหลังไปนับร้อยปีในหลายๆ ประเทศที่เขาทำการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ส่วนแบ่งรายได้และทรัพย์สินของกลุ่มคนรวยที่มีระดับรายได้อยู่ในช่วงบนสุดของรายได้นั้นมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในช่วงอายุของคนรุ่นที่ผ่านมา ดังนั้น ข้อสรุปของ Piketty จึงเป็นไปในทิศทางที่ว่าแนวโน้มของปัญหาความเหลื่อมล้ำจะแย่ลงในอนาคต และรัฐจำเป็นจะต้องใช้นโยบายด้านภาษีให้มากขึ้นเพื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเหล่านั้น

สำหรับกรณีของประเทศไทยในอดีตนั้น   ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนำในสังคมจะผูกโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอำนาจในการควบคุมบังคับการเกณฑ์แรงงาน เพราะว่าปัจจัยแรงงานมีอยู่อย่างจำกัด จึงมีความสำคัญโดยเปรียบเทียบที่มากกว่าปัจจัยทางด้านที่ดิน ต่อมาในยุคที่มีการเปิดประเทศและการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลางนั้น ปรากฎว่าปัจจัยที่ดินเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับแรงงาน เนื่องจากผู้ครอบครองที่ดินจำนวนมากจะสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้นจากโอกาสในการส่งออกผลผลิตทางด้านเกษตรกรรมออกสู่ตลาดโลกนั่นเอง

ประเด็นที่น่าจะได้มีการขบคิดกันต่อไปเกี่ยวกับทิศทางของพลวัตความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ควรหรือไม่ที่เราจะต้องเปลี่ยนกรอบมุมมองของปัญหาเหล่านี้กันเสียใหม่เสียที ทั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้เราสามารถมองออกไปนอกกรอบได้มากขึ้นว่า เมื่อสังคมปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคสังคมที่อุดมปัญญาและมีการสื่อสารที่ไร้พรมแดนแล้ว สังคมจะสามารถผลิตผู้ที่มีลักษณะที่เรียกว่า ‘ทุนมนุษย์’ ที่มีความรู้และเทคโนโลยีที่มีลักษณะที่แตกต่างจาก ปัจจัยทุน และที่ดิน ได้ ซึ่ง ทุนมนุษย์ที่ความรู้จะมีลักษณะที่เป็น ”สินค้าสาธารณะ”มากขึ้น (สามารถสร้างผลกระทบภายนอกที่เป็นบวกต่อสังคมได้) จึงแตกต่างจากปัจจัยทุนและที่ดินที่เป็น ”สินค้าเอกชน”ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็อาจล้าสมัยและถูกแซงหน้าโดยคู่แข่งได้เพราะการแข่งขันทางเทคโนโลยีจะมีสูงขึ้นมาก ทำให้อำนาจในการควบคุมการกระจุกตัวของเทคโนโลยีไว้ที่คนกลุ่มหนึ่งหลุ่มใดเพื่อสั่งสมความมั่งคั่งนั้นจะทำได้ยากลำบากมากกว่าในกรณีของแรงงานและที่ดินในอดีต ดังนั้นการแข่งขันแย่งชิงทุนมนุษย์ระหว่างคนจนและคนรวยในสังคมเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ก็อาจจะไม่เป็นแบบ zero-sum game เต็มร้อยเปอร์เซนต์อีกต่อไปเหมือนกรณีของการแย่งชิงเพื่อถือครองที่ดิน (ที่ต้องมีคนแพ้กับคนชนะเท่านั้น) ใช่หรือไม่