ที่จริงแล้ว การออกพันธบัตรเพื่อการพัฒนาได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 แล้ว
เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจในขณะนั้นยังดีอยู่ ดังแสดงในตารางที่ 4 แต่ว่าตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา การขาดดุลงงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างรวดเร็วและสัดส่วนการขาดดุลอยู่ในระดับประมาณ 40% มาตลอด เมื่อเป็นเช่นนั้น นักการเมืองยิ่งไม่กล้าที่จะทำอะไรกับโครงสร้างระบบภาษีให้รองรับกับการขาดดุลที่มากขึ้น ด้วยเกรงว่าจะยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจเลวร้ายลงไปอีก ตัวอย่างของการชลอการเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% หลายครั้งหลายหน เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นความกังวลดังกล่าว
เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายรายการใหญ่ๆ 3 รายการที่รวมกันถึง 73.1 % งบประมาณส่วนที่เหลือที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศอีกถึง 10 รายการจึงได้อย่างละเล็กอย่างละน้อย จนบางรายการอย่างงานสาธารณูปโภคพื้นฐานเกือบหมดไปมาประมาณ 10 ปีแล้ว สัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายรายการใหญ่ๆ ที่สูงยังทำให้การกระตุ้นเศราฐกิจที่ตกต่ำมากว่า 20 ปีเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้การขาดดุลงบประมาณและภาระหนี้ภาครัฐบาลสูงขึ้นไปอีก แม้จะไม่ใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขภาระหนี้ภาครัฐบาลด้วยการขึ้นอัตราภาษีอย่างภาษีการบริโภคก็ทำไ่ม่ได้
เมื่อพิจารณาต่อไปว่า การขายรัฐวิสาหกิจที่มีแต่ขาดทุนจะช่วยลดภาระหนี้ภาครัฐบาลได้หรือไม่ ปรากฏว่าการแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นในปี 1998 สามารถยกหนี้ภาครัฐบาลไปให้บริษัทรถไฟภาคต่างๆ ที่ภาคเอกชนเข้ามาถือหุ้นได้เพียง 11 ล้านล้านเยน คงเหลืออีก 28 ล้านล้านเยนให้องค์กรจัดการหนี้ JR ทีี่ตั้งขึ้นโดยเฉพาะและผ่อนชำระด้วยการตั้งงบจากงบประมาณรายจ่ายบัญชีทั่วไปเป็นปีๆ ไป การแปรรูปในคราวนั้น ภาคเอกชนรับได้เนื่องจากบริษัทรถไฟต่างๆ ภายหลังแปรรูปสามารถทำ return to equrity ได้ประมาณ 10% และ return to assets ได้ประมาณ 5% แต่สำหรับการแปรรูปบริษัททางด่วนแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก return to assets ได้เพียงประมาณ 0.1% เท่านั้น แม้ว่าทางด่วนจะขึ้นชื่อว่าแปรรูป แต่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้น 100% การแปรรูปการไปรษณีย์แห่งประเทศญี่ปุ่นออกเป็น 3 ส่วนคือ กิจการธนาคาร กิจการประกันภัย และกิจการไปรษณีย์ ที่ว่ากำไรดีนักหนาก็ได้เงินเพียง 4 ล้านล้านเยนในระยะเวลา 7 ปี (2015-2022) ดังนั้น การขายรัฐวิสาหกิจจึงไม่ใช่ทางออกการลดภาระหนี้ภาครัฐบาลที่มีนัยสำคัญ
ในปี 2014 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เพิ่มอัตราภาษีการบริโภคจาก 5% เป็น 8% หลังจากที่ชลอมาตั้งแต่ปี 2011 และอัตรา 10% ก็ชลอจาก 2011 เป็น 2017 ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรายรับจากภาษีการบริโภคหลังขึ้นกับก่อนขึ้นอัตราภาษีแล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 6.5 ล้านล้านเยน แต่ถ้าอัตราเพิ่มเป็น 10% ส่วนเพิ่มจะได้ถึง 10.6 ล้านล้านเยน ถ้าหากรัฐบาลจะพยายามเก็บภาษีจากเงินได้ให้เพิ่มขึ้นจนรายรับและภาษีเงินไดมีสัดส่วนเท่ากับของไทยด้วยแล้ว ส่วนเพิ่มจากส่วนนี้อาจได้ถึง 10 ล้านล้านเยนเช่นเดียวกัน บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่อำนวย แต่อย่าลืมว่า อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของไทยได้ลดไปมากในช่วงที่ผ่านมา แต่สัดส่วนของรายรับภาษีต่อ GDP กลับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบภาษีของไทยมีการปรับปรุงการจัดเก็บให้รัดกุมเพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจอย่างทั่วถึงและการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็มีการป้องกันการรั่วไหลที่ดีขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ควรจะทำได้เช่นเดียวกัน มิฉะนั้นภาระหนี้อันมหาศาลถึงกว่า 1,000 ล้านล้านเยนก็ไม่อาจแก้ไขได้ นี่คือวิถีทางที่สำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ผลที่สุด
สุดท้าย ถ้าหากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่อาจชำระหนี้ที่มีอยู่ได้ หมายถึงว่า ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่เป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล ก็จะเกิดหนี้สูญขึ้น กำลังซื้อของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้หายไปไหน เนื่องจากกำลังซื้อเหล่านั้นได้ถ่ายโอนจากภาคเอกชนไปให้ภาครัฐบาลเป็นเวลานานก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งหมายความว่า ประชาชนญี่ปุ่นใช้บริการสาธารณะในอดีตในราคาที่ต่ำเกินไป ค่าบริการที่ประหยัดได้กลายเป็นเงินออมที่ย้ายไปอยู่ในมือของภาครัฐบาล หนี้สูญของภาคเอกชนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นการจ่ายค่าบริการย้อนหลังให้แก่ค่าบริการในอดีตที่มีราคาถูกเกินไป เพียงแต่ผู้ที่จ่ายย้อนหลังแล้วอาจจะไม่ใช่กลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ใช้บริการราคาถูกในอดีตหรืออาจจ่ายในสัดส่วนที่มากกว่าหรือน้อยกว่าค่าบริการที่ผู้จ่ายควรจะจ่ายเท่านั้น หนี้สินรัฐบาลที่กลายเป็นหนี้สูญอาจส่งผลกระทบทางลบในเชิง wealth effect บ้าง แต่ไม่น่าจะมาก








