สำหรับผู้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา มี 3 ข่าวที่ดูจะไม่เกี่ยวเนื่องกันออกมาในช่วงใกล้เคียงกัน
ข่าวแรก คือการที่ซาอุดิอาระเบีย ออกมาประกาศ “วิสัยทัศน์ปี 2030” โดยจะยุติการพึ่งพิงรายได้จากน้ำมันในปีดังกล่าว จากปัจจุบันที่รายได้ถึงเกือบ 80-90% ของรัฐบาลมาจากการขายน้ำมัน และหันไปพัฒนาภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นแทน
ข่าวที่สอง คือ รถยนต์ Tesla ที่เคยผลิตรถสปอร์ตขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ได้วางแผนผลิตรุ่น Model 3 ในสหรัฐ โดยมีราคาขายปลีกระดับเดียวกับรถยนต์ Mercedes Benz C-Class และ BMW Series 3 แต่มีความเร็วและอัตราเร่งเช่นเดียวกับรถสปอร์ต Porsche 911 Carrera
ข่าวสุดท้าย ได้แก่ ธุรกิจผู้ผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในหลายประเทศโดยเฉพาะจีน กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักหลังนวัตกรรมการผลิต Solar Cell รุ่นใหม่มีต้นทุนถูกลงมากจนผู้ผลิตเดิมไม่สามารถอยู่ได้ในธุรกิจ
ทั้งสามข่าวมีนัยยะที่ตรงกัน คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับตลาดหลัก (Mass Market) เริ่มเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น และเป็นความเสี่ยงต่อตลาดพลังงานแบบเดิมโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น
นัยยะนี้ตรงอย่างประหลาดกับคำทำนายของ Tony Seba อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจนวัตกรรมแนวใหม่ที่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ (Disruptor) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยทำนายว่าภายใน ค.ศ. 2030 ความนิยมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) จะถึงกาลอวสาน เพราะโลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการคมนาคมขนส่งใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบไปสู่ทุกภาคส่วน เช่น เศรษฐกิจการเงิน การวางผังเมือง สิ่งแวดล้อม รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคต โดย Seba มองว่าสาเหตุของการพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือนี้มี 4 ประการ
ประการแรก ได้แก่ การเข้ามาสู่ตลาดหลักของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมาทดแทนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (คือรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน) เนื่องจาก (1) มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากกว่าถึง 5 เท่าตามหลักอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) ที่ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันสูญเสียพลังงานในรูปแบบความร้อน (2) ประหยัดพลังงานกว่าปกติถึง 10 เท่า โดยจ่ายเพียง 5 ดอลลาร์ (ประมาณ 180 บาท) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (วิ่งได้ประมาณ 300 กิโลเมตร) ขณะที่รถยนต์ทั่วไปต้องจ่ายถึง 50-60 ดอลลาร์ต่อการเติมน้ำมันเต็มถัง (3) ค่าบำรุงรักษาถูกกว่า เพราะไม่ต้องมีเครื่องยนต์มากเท่ารถที่ใช้น้ำมัน และ (4) อัตราเร่ง (Torque) แรงกว่ารถธรรมดาถึง 6 เท่า
ประการที่สอง ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน (Li-On) ที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้ามีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจากการคำนวณของ Seba พบว่าราคาลดลงโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 14% และแนวโน้มในอนาคตจะถูกลงยิ่งขึ้น ทำให้ Seba มองว่าในอีก 4 ปี ราคาแบตเตอรี่จะลดลงจนทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเหลือเพียง 31,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคารถระดับกลางทั่วไป และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาด Mass Market ได้
ประการที่สาม ได้แก่ การพัฒนาของเทคโนโลยีไร้คนขับ (Autonomous Driver) ที่ในปัจจุบัน รถยนต์ทั่วไป เช่น Audi, Mercedes Benz, Ford, BMW หรือแม้แต่นิสสันก็มีเทคโนโลยีกึ่งไร้คนขับแล้ว เช่น การเตือนเพื่อเบรกฉุกเฉิน การช่วยให้รถอยู่ในเลนของตน ระบบช่วยขับรถทางไกล (Cruise Control) และยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบันเทคโนโลยี LIDAR ที่บางบริษัท เช่น Google และนิสสันกำลังศึกษาอยู่ สามารถทำให้รถยนต์สร้างภาพสามมิติของสิ่งรอบข้างได้ ทำให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรถยนต์สามารถขับรถได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งพลขับที่ชำนาญ
การพัฒนาของ Autonomous Driver นี้ Seba มองว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนอกเหนือไปจากรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติธรรมดา เพราะหากรถทุกคันสามารถขับเคลื่อนอย่างคล่องแคล่ว รวมถึงสามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้แล้วนั้น จะทำให้การใช้รถใช้ถนนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน 95% ของพื้นที่ในถนนยังไม่ได้ใช้ เนื่องจากคนธรรมดาไม่ได้ขับรถเก่งเหมือนนักแข่ง Formula 1 ที่สามารถขับรถเร็วด้วยระยะห่างระหว่างคันที่ใกล้กันมากได้ ดังนั้น หากคอมพิวเตอร์สามารถขับด้วยทักษะเช่นนั้น จะทำให้พื้นที่ในถนนว่างขึ้นและเพิ่มปริมาณรถได้อีก
นอกจากนั้น Seba มองว่า รถเป็นสินค้าที่สิ้นเปลืองมาก เพราะ 96% ของเวลาทั้งหมดของรถยนต์นั้นถูกจอดทิ้งไว้เฉยๆ ดังนั้น ในอนาคตความจำเป็นในการซื้อรถสำหรับชนชั้นกลางก็หมดไป และจะใช้รถเป็นดั่งบริการ (Car-as-a-service) โดยสามารถเรียกรถแท็กซี่ไร้คนขับได้ผ่านมือถือ ซึ่งจะทำให้ยอดขายรถใหม่หดตัวถึงกว่า 80% รวมถึงพื้นที่ในการทำที่จอดรถก็จะหมดลงด้วย และทำให้เมืองว่างขึ้นสำหรับพาณิชยกรรมและสวนสาธารณะ
ประการสุดท้าย ได้แก่ เทคโนโลยีแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ที่มีการพัฒนาจนทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากการคำนวณของ Seba พบว่าราคาของ Solar Cell ลดลง 154 เท่าหลังจากเมื่อแรกผลิตในปี 2519 จากราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัตต์ เป็นปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 65 เซนต์ต่อวัตต์ ซึ่งราคาที่ลดลง (และการสนับสนุนจากภาครัฐ) ทำให้แผงดังกล่าวได้รับความนิยมและติดตั้งเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่าทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 43% ต่อปี และ Seba คาดว่าใน ค.ศ. 2030 ทั่วโลกจะเปลี่ยนจากการใช้พลังงานอื่น ๆ มาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด
แม้จะทึ่งในวิสัยทัศน์ของ Seba แต่ผู้เขียนก็ยังมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับวิสัยทัศน์นี้ เช่น (1) สาเหตุหนึ่งที่รถไฟฟ้ายังไม่เป็นที่นิยมคือ ระยะเวลาในการชาร์จไฟต่อครั้งกินเวลานาน และสถานีชาร์จยังน้อย ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจไม่สามารถแก้ได้ในระยะสั้น (2) หากความต้องการลิเทียมที่ใช้ในแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จะผลักดันให้ราคาสูงขึ้นหรือไม่ (3) สมมุติฐานในอนาคตของ Seba ใช้การประมาณการจากเส้นแนวโน้มเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง อาจเป็นไปได้ที่พัฒนาการของเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ อาจช้าลงเพราะเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น (4) กฎหมายในหลายประเทศยังไม่อนุญาตยานยนต์ที่ไม่มีคนขับแล่นบนท้องถนน และ (5) ปัจจุบันพลังงานทางเลือกยังต้องรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้นแนวโน้มในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของภาครัฐเป็นหลัก
ถึงกระนั้นก็ตาม หากวิสัยทัศน์ของ Seba เป็นจริงโลกในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทั้งอุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคการส่งออก (หรือเปลี่ยนจากไฟฟ้าและพลังงาน เป็นพลังงานทางเลือก)
แม้โอกาสเป็นไปได้อาจยังไม่มากนัก แต่นักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย เตรียมพร้อมรับมือกับอวสานโลกน้ำมันแล้วหรือยัง









