วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเทศไทย 4.0 : อย่าให้เป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ

ต้นสัปดาห์นี้ผมเขียนถึง คลื่นความเปลี่ยนแปลง

อันเกิดจากเทคโนโลยียุคดิจิทัล ที่หากประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน หรือปฏิเสธที่จะกระโดดลงไป “ขี่ยอดคลื่น” นี้ เราก็จะกลายเป็น “ชาติหลังเขา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าประเทศไทยจึงมีอยู่เพียง 2 ทางเลือก หากเราปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสำเร็จ จะเป็น “ประเทศรายได้สูง” หากล้มเหลว ก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง”ไม่ได้ จะตกอยู่ในภาวะ “ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า” หรือ Lost Decade ไปอีกนาน

จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ประเทศไทย 4.0”

คนที่เป็น “กระบอกเสียงหลัก” ของการผลักดันให้เกิด “Thailand 4.0” ถึงวันนี้เห็นจะเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์

ผมติดตามคำให้สัมภาษณ์ของ ดร. สุวิทย์จากหลายแหล่ง ก็ได้ข้อสรุปว่า

“ประเทศไทย 1.0” เน้นภาคการเกษตร

“ประเทศไทย 2.0” ขยับสู่อุตสาหกรรมเบา

 วันนี้เราอยู่ในจุดที่เรียกว่า “ประเทศไทย 3.0” ที่ให้ความสำคัญอุตสาหกรรมหนัก

“ประเทศไทย 3.0” มีปัญหาหลายด้าน ข้อแรกคือ กับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขยับขึ้นไปข้างบนไม่สำเร็จ และทำท่าจะค้างเติ่งอยู่ตรงนี้อีกนาน

นอกจากนั้น ยังมีปัญหา “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง” และ “กับดักความไม่สมดุลในการพัฒนา”

ถ้าไม่ก้าวเข้าสู่ “ประเทศไทย 4.0” บ้านเมืองก็จะซอยเท้าอยู่ที่เดิม หรือไม่ก็สูญเสียสถานภาพปัจจุบันเมื่อเพื่อนบ้านแซงหน้าเราไปแล้วหลายประเทศ

“ประเทศไทย 4.0” คือการยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

ต้องเปลี่ยนจาก “ทำมาก ได้น้อย”เป็น “ทำน้อย ได้มาก”

ดร.สุวิทย์บอกว่า ถ้าจะทำได้ต้องเปลี่ยนใหญ่อย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ

1. เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม”

2. เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

3. เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

“ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบใน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ

1. เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

2. เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง

3. เปลี่ยนจาก Traditional Services  ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services 

4. เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำ ไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

ซึ่งหมายถึงการสร้าง “เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่” (New Engines of Growth) ด้วยการแปลง “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” ของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน”

หมายความว่าจะต้องทุ่มเทวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเป็น “5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” คือ

1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech)

2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med)

3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics)

4. กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, IoT, Artificial Intelligence & Embedded Technology)

5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)

ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเป็นแพลตฟอร์มในการสร้าง “New Startups” ต่างๆมากมาย อาทิ เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) ในกลุ่มที่ 1

เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) สปา ในกลุ่มที่ 2 เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) ในกลุ่มที่ 3

เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) อี–มาร์เก็ตเพลส (E–Marketplace) อี–คอมเมิร์ซ (E–Commerce) ในกลุ่มที่ 4 เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) ในกลุ่มที่ 5 เป็นต้น

ผู้มีส่วนร่วมหลักจะประกอบด้วยภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ โดยเน้นตามความถนัดและจุดเด่นของแต่ละองค์กร และมีภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน

รัฐทำเองฝ่ายเดียวไม่สำเร็จเพราะ เอกชนผลักดันโดยรัฐเฉื่อยเฉยก็ล้มเหลว จึงเป็นที่มาก็คำว่า “ประชารัฐ” เพื่อให้รัฐและเอกชนจับมือกับสถาบันวิชาการเข้ามาสร้างพลังให้เกิดขึ้นให้ได้

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ จะมีภาคเอกชน คือ กลุ่มมิตรผล บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นแกนหลัก โดยมีภาคการเงิน คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินสนับสนุนทางด้านการเงิน

มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยในภูมิภาคต่างๆ เป็นแกนนำในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย Wageningen ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอันดับหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัย Purdue, UC Davis และ Cornell ซึ่งจะมีภาครัฐคอยให้การสนับสนุน เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)

หนึ่งในโครงการที่กำลังผลักดันผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เป็นต้น

ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ประเทศไทย 4.0” เป็นส่วนหนึ่งของ “10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” (5 อุตสาหกรรมที่เป็น Extending S-Curve บวก 5 อุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curve) ที่รัฐบาลได้ประกาศไปก่อนหน้านั้น กล่าวคือ ใน “10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” จะมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ที่ยังต้องพึ่งพิงการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ อุตสาหกรรมการบิน (Aviation)

ส่วนใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ประเทศไทย 4.0” จะเป็นส่วนที่ต้องการพัฒนาด้วยตนเองเป็นหลัก ต่อยอดด้วยเครือข่ายความร่วมมือจากต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับ “บันได 3 ขั้น” ของ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ “การพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง และรวมกันเป็นกลุ่มอย่างมีพลัง” นั่นเอง

แล้วจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้เมื่อไหร่?

ดร.สุวิทย์บอกว่าจะขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 3-5 ปี

เปลี่ยน “ปัญหาและความท้าทาย” ให้เป็น “ศักยภาพและโอกาส” ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทย 4.0” เป็นแผนงานใหญ่ เป็นงานที่คนไทยทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องและรวมพลังกันสร้างให้เกิด ต้องปฏิรูปทุกส่วนของสังคม โดยเฉพาะระบบการศึกษา และการสร้างคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิดกล้าทำกล้า “แหกคอก” และ “คิดนอกกรอบ”

อย่างหลังนี้คือประเด็นท้าทายมากกว่าแผนงานใด ๆ ทั้งสิ้น