วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2559: จะกระตุ้นท่องเที่ยวไปถึงไหน

เมื่อวันจันทร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ที่เติบโตได้ร้อยละ 3.2

และเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส และสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินไว้เพียงร้อยละ 2.8 ก็นับว่าเป็นข่าวดีท่ามกลางการขาดแคลนข่าวดีสำหรับประเทศไทย แต่การเติบโตนี้ยังนับว่าเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำที่ไม่น่าพอใจ หากเปรียบเทียบกับศักยภาพที่ควรจะได้ร้อยละ 4-5 หากพิจารณาถึงองค์ประกอบของการขยายตัวที่เกิดจาก การใช้จ่าย การลงทุนของภาครัฐ และการท่องเที่ยวเป็นหลัก ในขณะที่การใช้จ่ายของครัวเรือนหรือประชาชนยังคงขยายตัวในเกณฑ์ต่ำเพียงร้อยละ 2.3 และการลงทุนภาคเอกชนเพียงร้อยละ 2.1 เท่านั้น

ยิ่งสะท้อนว่า การเติบโตที่เป็นอยู่จะพึ่งพาการใช้จ่ายของภาครัฐที่จะต้องตั้งหน้าตั้งตาใช้จ่ายต่อไป มีสิ่งที่ดีก็น่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศในไตรมาสแรกของปีนี้มีจำนวน 9 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 จากไตรมาสแรกของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้นจากทุกภูมิภาคของโลก

การเติบโตของภาคเกษตรขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.5 และภาคอุตสาหกรรมเติบโตได้ร้อยละ 0.3 สะท้อนว่าการผลิตและรายได้รวมของประชาชนส่วนใหญ่แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ดังนั้นการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนและการลงทุนของธุรกิจภาคเอกชนจึงขยายตัวต่ำ ส่งผลให้กำไรและผลประกอบการของธุรกิจของภาคการเงินจึงพลอยอ่อนแอไปด้วย ดังจะเห็นได้จากบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือที่สำคัญของประเทศไทย คือ บริษัท ทริสเรทติง จำกัด ได้ประเมินธุรกิจธนาคารพาณิชย์สำหรับปีนี้ว่ายังมีแนวโน้มการชะลอตัวลงของสินเชื่อและกำไร จากความกังวลต่อยอดสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันในต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่ายอดเช็คเด้งในต่างจังหวัดในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้หนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์จะปรับเพิ่มขึ้น และทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเพิ่มเงินสำรองสำหรับหนี้จะสูญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากภาพเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ก็ยังจะมีประเด็นที่ถือว่าเป็นบวกได้ก็คือ ปัญหาภัยแล้ง หรือวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำในหลายๆ พื้นที่ได้เริ่มคลี่คลายดีขึ้น ที่ภายหลังงานเฉลิมฉลองวันพืชมงคลที่ผ่านมา ในหลายๆ พื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ก็ได้มีพายุฤดูแล้ง ที่มีฝนตกที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำสำรองตามแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งอย่างน้อยช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ในหลายๆ พื้นที่ดีขึ้น ดังนั้นปัญหาการเพาะปลูกผัก ผลไม้และปศุสัตว์ ก็น่าจะดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ถ้าหากไม่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเช่นในปีที่ผ่านมาแล้ว การเพาะปลูกข้าวนาปีในปีนี้ก็น่าจะดำเนินได้เป็นปกติ

ประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น ก็สนับสนุนในการผลักดันโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ประเภท โครงข่ายการคมนาคม ขนส่ง ต่างให้เดินหน้า เพราะการลงทุนดังกล่าวจะทำให้เกิดผลผลิต การจ้างงาน และสร้างรายได้ให้ประชาชนที่สร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ มาตรการการกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชนของรัฐบาล โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนท่องเที่ยว ด้วยการประกาศวันหยุดพิเศษ เช่นในกรณีช่วงวันที่ 5-9 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูจะมุ่งเน้นสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านเทศกาลหยุดยาวในเทศกาลเดือนเมษายน แต่การประกาศวันหยุดยาวในเดือนนี้ดูจะไม่คึกคักเท่าที่ควร เพราะประการแรกการหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่แรงงานส่วนหนึ่งได้ใช้เงินหมดไปแล้วในการเดินทางกลับไปเยือนภูมิลำเนา และยังไม่มีเงินเก็บสะสมใหม่สำหรับการท่องเที่ยว

สำหรับคนที่มีกำลังเงินในการท่องเที่ยวเที่ยวก็จะเที่ยวเหมือนกัน แต่คนกลุ่มนี้น่าจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศหนีภาวะอากาศร้อนในประเทศ จึงควรน่าจะมีการศึกษาตัวเลขออกมาแสดงด้วยเช่นกันว่า ในช่วงวันหยุดยาวดังกล่าวมีประชาชนเที่ยวในประเทศเท่าไร และเที่ยวต่างประเทศเท่าไร และประการที่สองก็คือ ในเดือนพฤษภาคมนี้เป็นช่วงการการเปิดภาคเรียนที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเทอม เสื้อผ้าและเครื่องเขียนแบบเรียนต่างๆ จึงทำให้การกระตุ้นให้ประชาชนออกไปท่องเที่ยวไม่ได้ผลเท่าที่ควร

มาตรการเพิ่มวันหยุดยาวพิเศษนี้ แม้จะเป็นผลดีต่อธุรกิจการท่องเที่ยว แต่ก็จะมีผลเสียข้างเคียงที่สำคัญ คือการทำให้ผลผลิตในภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่นๆ ซึ่งไม่กี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวลดลงด้วย อันเนื่องมาจากจำนวนวันทำงานที่ลดลง ซึ่งเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่ผลผลิตน้อยที่สุดของปีเพราะมีวันทำการน้อยที่สุด และการสร้างนิสัยความเคยชินและสร้างความเฉื่อยให้กับแรงงานที่ทำงานไม่เต็มที่และไม่เต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น ที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริมและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในการท่องเที่ยว แทนที่จะมุ่งเน้นการทำงานหนักในการสร้างรายได้