อีกประเด็นหนึ่งที่คดีดีพวอเทอร์ ฮอไรซัน เป็นกระจกสะท้อนซึ่งให้แง่คิดกับนักกฎหมาย และบุคคลทั่วไปในต่างประเทศ
ได้เป็นอย่างดี ก็คือประเด็นเรื่องการคิดคำนวณค่าเสียหายและค่าปรับกรณีเกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม
คดีดีพวอเทอร์ ฮอไรซัน เป็นคดีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหาย ซึ่งดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มีจำนวนมหาศาล แต่ที่ซับซ้อนไปยิ่งกว่านั้นคือวิธีการคำนวณซึ่งต้องอาศัยหลักทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยคำนวณค่าเสียหายทั้งที่เกิดขึ้นชัดเจนแล้วในปัจจุบัน รวมถึงค่าเสียหายในอนาคตด้วย
สำหรับหลักการคำนวณค่าเสียหายตามกฎหมายละเมิดของสหรัฐอเมริกานั้น โดยทั่วไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากวิธีการตามกฎหมายไทยมากนัก หลักใหญ่ก็คือจะต้องเป็นความเสียหายที่แท้จริง เกิดจากความผิดของจำเลย และมีความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผล หรือ causation กล่าวคือ หากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็จะไม่มีความเสียหาย
ส่วนค่าเสียหายตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมนั้น มีหลักการที่ต่างกันกับกฎหมายละเมิดทั่วไปคือ กฎหมายกำหนดความรับผิดเด็ดขาด หรือ Strict Liability ซึ่งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความผิดของจำเลย (เช่น จำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่) เพียงแต่พิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผล (เช่น น้ำมันที่รั่วจากแท่นขุดเจาะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินบริเวณชายฝั่ง) เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
หลักการดังกล่าวมีอยู่ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยด้วย แต่ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอก็คือ บทลงโทษที่รุนแรงและความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในสหรัฐอเมริกาดังเห็นได้จากคดีศึกษาดีพวอเทอร์ ฮอไรซันนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าขบคิดสำหรับบ้านเราได้มากเลยทีเดียว
กฎหมาย Oil Pollution Act ของสหรัฐอเมริกาซึ่งออกเมื่อปี 1990 นอกจากจะกำหนดความรับผิดเด็ดขาดสำหรับผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษจากน้ำมันรั่วแล้ว ยังกำหนดประเภทค่าเสียหายที่ผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิเรียกได้ ซึ่งกว้างขวางมาก นอกจากจะมีค่าเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รายได้และค่าขาดกำไรแล้ว ยังรวมถึงค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายจากเหตุน้ำมันรั่วด้วย
นอกจากกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังมีกฎหมาย Clean Water Act ที่ถูกนำมาใช้ในกรณีน้ำมันรั่วดีพวอเทอร์ ฮอไรซัน ครั้งนี้ด้วย กฎหมายดังกล่าวมีการประกาศใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1948 และได้มีการแก้ไขเรื่อยมาและปัจจุบันเป็นกฎหมายที่ควบคุมมลพิษทางน้ำฉบับหลักของสหรัฐอเมริกา กฎหมายดังกล่าวกำหนดค่าปรับกรณีที่มีการก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำไว้อย่างน่าสนใจคือ ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายจากจำนวนบาร์เรลของน้ำมันที่รั่วได้ถึง 4,300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งศาลจะกำหนดค่าเสียหายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความผิดของเจ้าของแหล่งมลพิษ ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ในกรณีดีพวอเทอร์ ฮอไรซันนี้มีข้อโต้เถียงกันว่าน้ำมันรั่วกี่ล้านบาร์เรลกันแน่ ซึ่งจำนวนหลักล้านดังกล่าวก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทเจ้าของแท่นขุดเจาะ สุดท้ายจึงมีการเจรจากันโดยบีพียอมจ่ายค่าปรับตามกฎหมาย Clean Water Act จำนวน 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นค่าปรับตามกฎหมายดังกล่าวจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในส่วนของกฎหมายไทยนั้นก็มี พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ซึ่งกำหนดว่า การทำให้น้ำมันรั่วไหลลงในทะเลหรือแหล่งน้ำสาธารณะนั้น มีความผิดทางอาญาคือมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและต้องชดใช้เงินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการแก้ไขสิ่งเป็นพิษหรือชดใช้ค่าเสียหายด้วย และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 กำหนดให้ผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ มีหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งจะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้แก่รัฐด้วย
จะเห็นได้ว่าหลักการตามกฎหมายไทยยังคงเป็นหลักความเสียหายที่แท้จริง ไม่มีการให้ดุลพินิจแก่ศาลในการกำหนดโทษเพื่อเป็นการลงโทษเจ้าของต้นกำเนิดมลพิษแต่อย่างใด ซึ่งแนวคิดในเรื่องค่าเสียหายตามกฎหมายไทยอาจจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปหากเกิดความเสียหายขนาดใหญ่ที่เป็นเหตุให้ภาครัฐตระหนัก และให้ความสำคัญกับการลงโทษผู้กระทำผิดให้สมควรแก่ความร้ายแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นได้
แล้วพบกันใหม่นะคะ
---------------------
วิภานันท์ ประสมปลื้ม
บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด









