Corporate Social Responsibility (CSR) เป็นแนวความคิดที่บริษัทและองค์กรธุรกิจต้องแสดงความ
รับผิดชอบและการมีส่วนร่วมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินการทางธุรกิจ
แต่ก่อนเรื่องการใส่ใจต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมดูจะเป็นเรื่องไกลตัว หรือไม่ก็เรื่องรองๆ แต่ในกระแสโลกปัจจุบันที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจและฉลาด “เลือกซื้อ” กันมากขึ้น ทำให้บริษัทและองค์กรธุรกิจ (อย่างน้อยก็ในยุโรป) ไม่สามารถที่จะเอาแต่ทำธุรกิจเพื่อแสวงหาผลกำไรจนเกินงาม จนละเลยผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ๆ ถูกจับตามอง และจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจที่ “ยั่งยืน” เป็นหัวใจสำคัญ
ยุโรปให้คุณค่าและความสำคัญกับแนวคิด CSR ในการดำเนินธุรกิจมาก และผลักดันเรื่องนี้มานานแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ยุโรปนับเป็น trend setter ในเรื่องความรับผิดชอบของบริษัทและองค์กรธุรกิจต่อประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเลยก็ว่าได้
เมื่อเราพูดถึงแนวคิด CSR ในยุโรปนั้น จริงๆ แล้วรวมถึงเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน สวัสดิภาพแรงงาน ความเท่าเทียมกัน การคุ้มครองแรงงานเด็ก ธรรมาภิบาล และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ด้วย แทนที่จะมองแนวคิด CSR เป็นเพียงการจัดกิจกรรมสนุกๆ เพื่อคืนกำไรแก่สังคมและประชาสัมพันธ์ของบริษัทแบบผิวเผินเท่านั้น
แต่ก็ไม่ง่ายนัก เราจะวัดระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทและองค์กรธุรกิจได้อย่างไร และจะมีวิธีควบคุมความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทดังกล่าวได้อย่างไรว่า บริษัทจะไม่ดำเนินธุรกิจแบบเอาแต่กำไรนำหน้า และทิ้งเรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน และสวัสดิการสังคมไว้รั้งท้าย
ที่ผ่านมา ยุโรปยังไม่เคยมีการกำหนดกฎหมายหรือกฎระเบียบที่บังคับใช้เพื่อกำหนดภาระหน้าที่ของบริษัท เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดต่อสังคมแต่ที่ผ่านมามักปล่อยให้ภาระหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปด้วยความสมัครใจ ให้ตั้งอยู่บนบรรทัดฐาน ข้อกำหนด และพันธกรณีในระดับนานาชาติต่างๆ
ล่าสุด อียูได้ออกกฎระเบียบใหม่ชื่อ EU Non-Financial Reporting Directive (NFR) ซึ่งกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ (ที่มีการจ้างงานกว่า 5,000 ตำแหน่ง) จำนวนกว่า 6,000 บริษัท (รวมทั้งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร บริษัทประกัน เป็นต้น) ต้องรายงานผลการดำเนินการประจำปีในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสังคมอื่นๆ ด้วย (นอกเหลือจากรายงานผลการดำเนินการด้านการเงิน) และที่สำคัญต้องรายงานถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของบริษัท การผลิต และการใช้บริการต่างๆ ตลอดห่วงโซ่การผลิตในประเทศนอกยุโรปด้วย ที่อยู่ในเครือข่ายของการดำเนินธุรกิจนั้นๆ นั่นเป็นเหมือนการเข้ามาควบคุมและกำหนดกฎเกณฑ์ด้านนี้อย่างจริงจัง
การสร้างข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นโดยอียูแบบนี้ เป็นข้อกำหนดสำหรับภาคธุรกิจยุโรปก็จริง แต่จะมีผลกระทบไปถึงเครือข่ายธุรกิจของภาคธุรกิจยุโรปในทุกภูมิภาคทั่วโลกรวมทั้งไทยอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทยุโรปไม่ว่าจะผลิตสินค้าอะไร อาจเป็นเสื้อผ้า หรือสินค้าเกษตรและอาหาร จากเอเชียและส่งกลับมาขายที่ยุโรป ภาคธุรกิจยุโรปจะมีภาระหน้าที่ใหม่ที่จะต้องอธิบายและรายงานว่าสินค้าเหล่านั้น มีกระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร คือตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต กฎระเบียบของอียูฉบับใหม่ จึงเป็นการวางแผนการให้บริษัทเลิกใช้ยุทธวิธีในการแสวงหากำไรแบบระยะสั้นและฉาบฉวย แต่ต้องหันมาวางแผนการดำเนินธุรกิจที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิมนุษยชน และแคร์สังคมแบบยั่งยืน
กระแส CSR ในยุโรปจึงมิได้ครอบคลุมแต่เพียงการใช้แนวคิด CSR กับบริษัทยุโรปและในยุโรปเองเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดำเนินธุรกิจของบริษัทยุโรปในต่างประเทศ และในกระบวนการผลิตสินค้าของประเทศที่สาม เพื่อส่งมาขายในตลาดยุโรปประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าสำหรับตลาดยุโรปจึงอาจต้องปรับใช้แนวคิด CSR ในมาตรฐานเดียวหรือใกล้เคียงกับยุโรปด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายถึงบริษัทหรือโรงงานของไทยที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งมาขายในตลาดยุโรปอาจต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และแรงงานในระดับสากลตามที่บริษัทเรียกร้องมา หากต้องการรักษาตลาดอียูเอาไว้
ปัจจุบัน ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก รวมทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าใหญ่ของยุโรปก็หันมาปรับใช้แนวคิด CSR ในธุรกิจแบบ Supply Chain กันมากขึ้น โดยให้เหตุผลว่าเป็นการช่วยพัฒนา และปรับปรุงมาตรฐานด้านสังคมในประเทศที่สามที่บริษัทตนเข้าไปตั้งฐานการผลิตอยู่หรือสั่งซื้อสินค้า โดยอาจกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ (Code of Conduct) หรือมาตรฐานด้านสังคมให้โรงงานและบริษัทผู้ส่งออกในประเทศที่สามปฏิบัติตามการปรับใช้ CSR ในธุรกิจ Supply Chain ดังกล่าว อาจทำให้หลายฝ่ายมองว่า CSR เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าจากยุโรป แต่อันที่จริงธุรกิจยุโรปเองก็มีความจำเป็นต้องปรับตัวและตอบรับกับกระแสความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มประชาสังคมยุโรป และภาครัฐ ที่คอยจับตาความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในยุโรปและนอกยุโรปอย่างจริงจัง
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu









