อาทิตย์ที่แล้วต้องถือเป็นโอกาสทองของการต่อสู้ปัญหาคอร์รัปชัน และการมีส่วนร่วมของโครงการ
แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ CAC กับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในระดับสากล เมื่อผู้นำประเทศ ผู้นำภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจากทั่วโลกร่วมหารือกันเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในการประชุม London Anti-Corruption Summit 2016 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม โดยมีรัฐบาลอังกฤษเป็นเจ้าภาพ เพื่อตกลงแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โดยจะผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน ลงโทษผู้กระทำผิด สนับสนุนและปกป้องผู้ที่เข้าร่วมแก้ไขปัญหา และทำลายวัฒนธรรมของการทุจริตคอร์รัปชันที่มีอยู่
การประชุมครั้งนี้มีแรงผลักดันสำคัญจากปัญหาคอร์รัปชันที่ได้เติบโตเป็นปัญหารุนแรงที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) กล่าวว่า “คอร์รัปชันเป็นศัตรูต่อความก้าวหน้าและเป็นรากเหง้าของปัญหามากมายที่มีอยู่ในโลก ทำลายการมีงานทำ ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้คนจนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และทำลายความมั่นคงโดยผลักไสให้คนไปร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรง”
ความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันที่มีอยู่ในโลกขณะนี้ ได้ถูกตอกย้ำโดยข้อมูลเอกสารปานามา หรือ Panama papers ที่ถูกเปิดเผยออกมา ชี้ให้เห็นขนาดของธุรกิจที่ไม่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของนักการเมืองและนักธุรกิจที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือคอร์รัปชัน ผ่านการจัดตั้งบริษัทที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ปลอดภาษีต่างๆ ที่ไม่มีใครทราบว่า ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงของบริษัทเหล่านี้ และเงินที่เข้าออกบริษัทเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงบทบาทของสถาบันการเงินที่ได้ถูกใช้ให้บริการทางการเงินกับบริษัทที่อาจทำผิดกฎหมายเหล่านี้ หรืออาจเกี่ยวโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน
คอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสของธุรกิจเป็นของคู่กัน เป็นปัจจัยที่ทำลายธุรกิจและการพัฒนาประเทศ ทรัพยากรการเงินของประเทศที่มีอยู่จำกัดที่ควรถูกนำไปลงทุนก่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และความเป็นอยู่ของคนหมู่มาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ถนนหนทาง สะพาน และการให้บริการที่สำคัญต่างๆ กลับสูญเปล่าไปกับการทุจริตคอร์รัปชันโดยคนกลุ่มน้อย ที่นำทรัพยากรเหล่านี้เข้ากระเป๋าตนเองโดยการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือเข้าบัญชีบริษัทลับที่ไม่เปิดเผยที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อซ่อนความมั่งคั่ง หรือเพื่อฟอกเงินที่ทุจริตให้เป็นเงินสะอาด ผ่านการนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ พูดได้ว่า ยิ่งจำนวนบริษัทเหล่านี้มีมากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนถึงโอกาสที่การทุจริตคอร์รัปชันอาจรุนแรงมากขึ้น
ในการประชุมอาทิตย์ที่แล้ว กลุ่มผู้นำธุรกิจและภาคประชาสังคมจากทั่วโลกได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ (Leader’s Anti-Corruption Manifesto) เรียกร้องให้ผู้นำประเทศร่วมมือกันออกมาตรการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชัน แถลงการณ์นี้ลงนามโดยผู้นำธุรกิจและภาคประชาสังคมจากสี่สิบเอ็ดองค์กรทั่วโลก ซึ่งโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ ซีเอซี ก็เป็นหนึ่งในสี่สิบเอ็ดองค์กรที่ได้รับเชิญให้ร่วมลงนาม โดยในแถลงการณ์ กลุ่มผู้นำธุรกิจและภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้ผู้นำประเทศดำเนินการดังนี้
หนึ่ง รัฐบาลต้องออกมาตรการที่จะสร้างความโปร่งใสให้กับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเปิดเผยชื่อหรือตัวตนแท้จริงของเจ้าของบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจของบริษัท (beneficial ownership) รวมถึงห้ามการทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใสหรือที่ตั้งใจให้เป็นความลับ (Company secrecy) เพราะความไม่โปร่งใสเหล่านี้ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน
สอง รัฐบาลต้องสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับการทำธุรกิจ ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาการซื้อขาย ว่าจ้าง การจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนที่ทำโดยหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับทราบและติดตามวิธีการใช้จ่ายเงินโดยหน่วยงานรัฐได้
สาม รัฐบาลต้องยุติการอภัยโทษ หรือการนิรโทษกรรมผู้ทำผิดกรณีทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อไม่ให้ผู้ที่กระทำความผิดสามารถหลีกเลี่ยงไม่ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศของตน และต้องมีกฎหมายหรือมาตรการที่จะคุ้มครองผู้ที่แจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นผู้ที่ร่วมแก้ไขปัญหา
ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะรัฐบาลมีบทบาทและหน้าที่โดยตรงที่ต้องสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาและต้องเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหา ถ้ารัฐบาลไม่นำหรือไม่ร่วมมือ การแก้ไขปัญหาที่จริงจังและมีประสิทธิภาพก็จะเกิดขึ้นยาก ซ้ำจะทำให้การทุจริตคอร์รัปชันยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอไม่เอาจริง
สำหรับระบบเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน คือ การบิดเบือนการทำงานของระบบตลาด ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ไม่เกิดนวัตกรรมหรือการพัฒนาในการทำธุรกิจ ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอก็ไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนโดยภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของบ้านเราขณะนี้ ตรงกันข้ามความโปร่งใสในการทำธุรกิจที่มีมากขึ้นจะช่วยลดโอกาสของการเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน พร้อมทั้งลดความเสี่ยงและลดต้นทุนให้กับการทำธุรกิจ ทำให้นักธุรกิจอยากลงทุน อยากแข่งขัน อยากทำธุรกิจ
สำหรับภาครัฐ การเปิดข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างหรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐก็จะสร้างความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้กับการประมูลและการแข่งขันของบริษัทเอกชนในโครงการการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของราชการ สร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจ ช่วยให้บริษัทสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้จากการเข้าร่วมการประมูลหรือร่วมการจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานรัฐได้อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดการประหยัดและประชาชนได้ผลของงานที่ดี
สำหรับโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตหรือโครงการ ซีเอซี การได้รับเชิญเข้าร่วมแถลงการณ์ของผู้นำภาคธุรกิจและประชาสังคมต่อผู้นำรัฐบาลคราวนี้ ชี้ถึงการยอมรับของภาคธุรกิจต่างประเทศในแนวทางและบทบาทที่โครงการ ซีเอซี กำลังทำอยู่ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ในคราวนี้ทางโครงการซีเอซีได้ร่วมแสดงความเห็น โดยออกบทข้อเขียน (Statement) เกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งได้ถูกตีพิมพ์และเผยแพร่ในการประชุมอาทิตย์ที่แล้วเช่นกัน มีเนื้อหาสรุปดังนี้
1) การต่อสู้กับคอร์รัปชันจะไม่สามารถสำเร็จได้ ถ้าปราศจากความตั้งใจที่แน่วแน่และการเอาจริงของรัฐบาลที่ต้องเป็นผู้นำ และเป็นตัวอย่างที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา
2) หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นตัวอย่างที่จะจัดซื้อจัดจ้าง ลงทุนหรือทำธุรกิจเฉพาะกับบริษัทเอกชนที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเท่านั้น
3) ในการให้บริการประชาชนและธุรกิจ เช่น การออกใบอนุญาต การออกเอกสารต่างๆ ตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ รัฐบาลต้องจัดให้มีการกำหนดกระบวนการให้บริการที่โปร่งใส มีเงื่อนเวลาและขั้นตอนแน่นอน ระบุจำนวนเอกสารที่ต้องยื่นเพื่อประกอบการพิจารณาที่ชัดเจน รวมถึงค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ต้องชำระตามกฎหมาย ถ้าหน่วยงานรัฐให้บริการไม่เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนด ให้ถือว่ามีความผิดในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน
4) การจัดซื้อจัดจ้างและลงทุนภายใต้สัญญาที่ทำระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล (G2G) ยกเว้น กรณีเกี่ยวกับความมั่นคง ให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการดำเนินการเพื่อสร้างความโปร่งใสเท่าเทียมกับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ภาครัฐทำกับธุรกิจเอกชนทั่วไป ความโปร่งใสนี้ จะทำให้มีการตรวจสอบและมีการคานอำนาจที่เพียงพอกับประโยชน์ที่จะได้จากการซื้อขายดังกล่าว
ผู้สนใจเรื่องนี้ สามารถติดตามอ่านแถลงการณ์ร่วมและข้อเขียนของโครงการ CAC ได้จากเว็บไซต์ของ ซีเอซี (www.thai-cac.com








