วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ช่องว่างทักษะ” โจทย์ใหญ่การสร้างคนของไทย

การศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศทุกด้าน คนคุณภาพย่อมสร้างประเทศที่มีคุณภาพ

ด้วยเหตุนี้นโยบายการศึกษาจึงเป็นนโยบายสำคัญ สำหรับระดับตัวบุคคล การศึกษาเป็นกุญแจเปิดประตูไปสู่โอกาสด้านการทำงานซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยเหตุนี้การศึกษากับตลาดแรงงานจึงเป็นคู่แฝดที่แยกจากกันไม่ได้เลย ประเทศไหนมีระบบการศึกษาที่สามารถผลิตคนออกมาตอบสนองตลาดแรงงานได้ดี ประเทศนั้นก็ไปโลด ประเทศไหนทำได้ไม่ดีก็จะติดกับดักรายได้ปานกลาง ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุด

เครื่องมือหนึ่งที่ใช้การประเมินว่าระบบการศึกษาผลิตคนออกมามีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานหรือไม่ คือการประเมินด้วยช่องว่างทักษะหรือที่เรียกว่า Skill Gaps ซึ่งเป็นการประเมินผลการทำงานของแรงงานเมื่อเทียบกับที่นายจ้างคาดหวังไว้ หากแรงงานทำงานได้ต่ำกว่าที่นายจ้างคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญก็แสดงว่ามี Skill Gaps เกิดขึ้น

ในต่างประเทศการสำรวจเรื่องนี้เป็นงานที่ทำเป็นประจำทุกปี เพื่อนำไปใช้วางแผนกำลังคนและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน สำหรับประเทศในอาเซียน การศึกษาในลักษณะนี้ยังมีน้อยมาก ส่วนประเทศไทย งานต้นแบบเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) คณะทำงานในจังหวัด และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยในระยะแรกเป็นการศึกษาเฉพาะบางจังหวัด

แม้ว่าจะเป็นการศึกษาในบางจังหวัด แต่ผลที่ได้ก็มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะหากนำไปเปรียบเทียบกับงานลักษณะเดียวกันของสหราชอาณาจักรและแคนาดา ตามที่ได้แสดงไว้ในตาราง

ตัวเลขร้อยละในตาราง คือ ร้อยละของสถานประกอบการที่ระบุว่า คุณสมบัติของแรงงานในด้านนั้นต่ำกว่าที่นายจ้างคาดหวังไว้ เช่น ในจังหวัดตราด 17.2% ของสถานประกอบการที่สำรวจระบุว่าแรงงานที่จ้างมาทำงานมีทักษะการสื่อสารด้วยการพูดต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่สถานประกอบการ 60% ระบุว่าแรงงานที่จ้างมาทำงานมีทักษะการสื่อสารด้วยการพูดต่ำกว่าที่คาดหวังไว้

หากมองโดยภาพรวมแล้ว สัดส่วนของสถานประกอบการในตราดที่ระบุว่ามีปัญหาจะน้อยกว่าเชียงใหม่ แต่จะตีความด้วยการเทียบตัวเลขของตราดกับเชียงใหม่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งจังหวัดเชียงใหม่มีระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจก้าวหน้ากว่าตราด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ตัวเลขของตราดต่ำกว่าเชียงใหม่จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี กลับเป็นเรื่องต้องระวังเสียด้วยซ้ำ เพราะหากตราดพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการพัฒนาแนวทางในการพัฒนาคนในพื้นที่ให้ดีพอ สุดท้ายแล้วปัญหาช่องว่างทักษะของตราดอาจจะเหมือนกับเชียงใหม่

อีกประเด็นที่เป็นข้อสรุปจากการเปรียบเทียบกับผลการศึกษาในต่างประเทศ คือ ต่อให้ระบบการศึกษาก้าวหน้าแค่ไหน ช่องว่างของทักษะก็ยังคงอยู่ เพราะสถานประกอบการแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันในเนื้องานที่ทำ แนวทางการทำงาน และวัฒนธรรมขององค์กร ดังนั้น การจะกำหนดแนวทางการพัฒนาคนว่าจะต้องทำให้ช่องว่างทักษะหายไปจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่ทำได้เพื่อลดปัญหานี้ต้องเริ่มด้วยการแบ่งแรงงานออกเป็นสองกลุ่ม คือ แรงงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษากับแรงงานที่ทำงานอยู่แล้ว

สำหรับแรงงานใหม่ที่ก้าวเข้าไปสู่โลกของการทำงานเป็นครั้งแรก ความพร้อมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในระบบการศึกษา การแก้ปัญหาแรงงานใหม่จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ในระบบให้แรงงานใหม่ทำงานได้ ทำงานเป็น และความสามารถเรียนรู้งานได้เร็ว ซึ่งหมายความว่าการเรียนจะต้องมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงควบคู่กันไปด้วย

สำหรับแรงงานที่ทำงานอยู่แล้ว ช่องว่างทักษะเกิดจากสองสาเหตุด้วยกัน สาเหตุแรก คือ การที่แรงงานปรับตัวกับลักษณะของงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาไม่ได้ หรือไม่มีโอกาสได้ยกระดับทักษะของตนเอง การแก้ปัญหานี้จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาระบบสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับลักษณะงานและความพร้อมของแต่ละคน ซึ่งเป็นเรื่องท้าท้ายอย่างยิ่ง แต่จะไม่ทำก็ไม่ได้

สาเหตุประการที่สอง คือแรงงานไม่สามารถจะพัฒนาทักษะได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ไม่ต้องการพัฒนาเอง หรือมีข้อจำกัดในการพัฒนา เช่น อายุ ระดับการศึกษา ทัศนคติ แรงงานกลุ่มนี้ควรได้รับโอกาสเช่นกัน เพียงแต่แนวทางที่ใช้ต้องครอบคลุมกว่าแค่การเปิดโอกาสให้เรียนรู้ ในบางกรณีอาจจะหมายถึงการย้ายงาน เพื่อให้เหมาะสมกับทักษะที่มีอยู่ หรือเหมาะสมกับทิศทางที่แรงงานต้องการจะพัฒนาตนเอง

บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างทักษะชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหานี้ต้องแก้ในระดับพื้นที่เพราะแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงควรเป็นการจัดการศึกษาในเชิงพื้นที่มากกว่าการสั่งการจากส่วนกลาง นอกจากนี้แล้ว เวลาพูดถึงการจัดการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ใช่มีแค่กระทรวงศึกษาธิการ แต่หมายถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ ซึ่งต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถผลิตคนได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะได้ไม่ต้องมานั่งก่ายหน้าผากกันทีหลังว่า เรียนจบได้ใบประกาศมากลับหมดท่าทำงานไม่เป็น