วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล่า‘ความจริง’ด้วยหลากหลาย‘อรรถรส’

ผมไปติดใจคำว่า “อรรถรส” ก็เพราะมีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.)

ที่มีพลโท วีรชัย อินทุโศภณ เป็นผู้บัญชาการ ยอมรับว่าแต่เดิมมา นรด. อาจถูกละเลยและมองไม่เห็นความสำคัญจากหลายฝ่ายแต่มาในยุคของพลเอก ธีรชัย นาควานิช เป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ริเริ่มผลักดันยุทธศาสตร์หลายเรื่องเป็นนโยบายมาถึง นรด. ทำให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรอย่างเห็นผล ทั้งตัวอย่างของ รด.จิตอาสา ที่สนับสนุนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของประเทศ มากระทั่งคำว่า “อรรถรส” ซึ่งเป็นชื่อร้านกาแฟและขนมรสเลิศภายในหน่วยงาน ที่ผู้บัญชาการ นรด. ได้จุดประกายความคิดเสมือนการเปิดประตูให้ทหารกับประชาชนได้อยู่ใกล้ชิดกัน และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพและสวัสดิการให้กำลังพลอีกด้วย

ผมจึงขอนำคำว่า “อรรถรส” มาพูดถึงความจริงในสังคมที่กำลังเป็นเรื่องราวโจษจันกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นเดือนที่ผมมีภารกิจของทางราชการแน่นมาก ทั้งเรื่องการเผยแพร่ให้ความรู้พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติที่ต้องเดินทางไปในหลายสถานที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เรื่องที่ต้องเริ่มต้นเล่าสู่กันฟังและเชิญชวนท่านทั้งหลาย คือในวันพฤหัสบดีที่ 12 (ซึ่งเข้าใจว่าตรงกับวันที่บทความนี้เผยแพร่) ผมมีความภาคภูมิใจที่จะชักชวนให้ท่านทั้งหลายมีโอกาสสำคัญในการฟังปาฐกถาเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ว่าด้วย “พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงพระราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน”

โดยมีศาสตราจารย์ ดร วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นองค์ปาฐกที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวลา 13.30 น ถือได้ว่าเป็นปาฐกถาที่ท่านทั้งหลายจะต้องไม่พลาด เพราะนอกจากได้องค์ปาฐกชั้นนำของประเทศอย่างอาจารย์วิษณุแล้ว ยังจะได้รับฟังการเสวนาของกูรูด้านบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับได้สัมผัสบรรยากาศหอประชุมที่จัดเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่มีการบูรณะซ่อมแซมทำนุบำรุงด้วยงบประมาณที่สูงมาก และเปิดใช้งานเป็นการทั่วไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง

เพื่อให้เรื่องสัมมนาการให้ความรู้ต่อเนื่องกันไป ผมอาจต้องขอกระโดดข้ามไปถึงคิวในปลายเดือนนี้เพิ่มเติม คือในวันที่ 26 พฤษภาคม เป็นอีกหนึ่งงานที่ยิ่งใหญ่มากเพราะท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เปิดงานสัมมนาระดับชาติ จัดโดยสำนักงานกิจการยุติธรรม ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผมได้รับเชิญไปร่วมเวทีอภิปรายในหัวข้อ “การปฏิรูปงานตำรวจ” ทั้งในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้ร่วมในกระบวนการปฏิรูปตำรวจหลายวาระ ทั้งยังเป็นการสอดรับกับสถานการณ์ที่สังคมกำลังพูดถึงการทำงานของตำรวจในหลายแง่มุม ที่ส่วนใหญ่ไปในทางติฉินนินทา จึงขอให้ท่านมาร่วมงานนี้ด้วยอีกหนึ่งงานสำคัญ

คดีอุกฉกรรจ์และคดีที่สะท้อน “ความเหลื่อมล้ำในสังคม” กำลังถูกนำมาถกแถลงในช่องทางการพูดคุยของสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่ากรณีวัยรุ่นรุมฆ่าคนพิการ คุยกันเรื่องอายุเยาวชนที่กระทำผิดว่าควรปรับให้ลดลงหรือไม่ คุยกันเรื่องมาตรการการลงโทษต้องประหารชีวิตสถานเดียวหรือมีทางแก้ไขอื่นใด กรณีเสี่ยรถเบนซ์บวชชดใช้หนี้กรรม สังคมก็มีคำถามว่า “คนมีคดีติดตัวบวชได้อย่างไร” รวมไปถึงคดีค้างเก่าของเครือญาติเครื่องดื่มชูกำลังขับรถเครื่องแรงสูงคร่าชีวิตตำรวจชั้นประทวน และทำให้ตำรวจบางนายต้องกระเด็นจากตำแหน่งไป รวมทั้งบางข้อหาที่ปล่อยให้ขาดอายุความล้วนแล้วแต่สะท้อนสภาพปัญหาและความท้าทายในการปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม

ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผมมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ได้มีการพูดคุยกันถึงปัญหาความไร้ระเบียบวินัยของคนในสังคม ว่าเป็นบ่อเกิดของอะไรบ้าง แต่ส่วนตัวเห็นว่า “การใช้กฎหมายบังคับคนให้มีวินัยทำได้ยาก” ต้องอาศัยกลไกมาตรการอื่นๆ ทางสังคมร่วมด้วย เช่น การโดดเดี่ยวไม่ยอมรับคนทำผิดกฎกติกาของคนส่วนใหญ่ การไม่ให้คนรู้สึกเป็นโลกส่วนตัวมากเกินไป ผมเคยเขียนบทความสนับสนุนกระทรวงคมนาคมให้ห้ามการใช้ฟิล์มทึบแสงหรือให้เลิกใช้ไปเลย เพราะความรู้สึกว่า “ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ เป็นต้นทางให้คนขาดความละอาย และกล้ากระทำผิดกฎกติกาของสังคม” อย่ามาอ้างร้อนหรือเรื่องร้อยแปดพันเก้า

หรือมาปรับทัศนคติให้คิดกันใหม่ว่า ไม่ใช่รถราคาแพง รถหรูจะมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ แม้กระทั่ง การใช้รถขับเคลื่อนขนาดใหญ่เช่น เอสยูวี บดบังทัศนียภาพการใช้รถใช้ถนนผู้อื่นแต่เสียภาษีแทบไม่ต่างกัน ต้องสร้างความไม่สะดวกสบายหรือเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับคนเหล่านี้บ้าง เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ใครจะมีจ่ายไม่ว่ากัน มีมากจ่ายมากในอัตราก้าวหน้า ไม่ต้องอ้างฝรั่ง ไม่ต้องอ้างการท่องเที่ยว ขนาดเวียดนามในปัจจุบันรถวิ่งเข้ากลางเมืองหลวงในเวลาเร่งด่วนเขายังต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ถือว่าถ้ารักจะเป็นทุนนิยมแล้ว ต้องยอมรับความจริงข้อที่ว่า ใครมีมากก็ต้องจ่ายมากและกำกับดูแลให้เงินเหล่านี้กลับคืนเยียวยาทำนุบำรุงสังคมส่วนรวมให้มากที่สุด

“อรรถรส” ทางการเมือง ก็ไม่เบาในระยะนี้ โดยเฉพาะกระบวนการ “พูดความจริงบางส่วน” ที่คนพูดให้สังคมฮือฮามักเป็นคนอยู่นอกเวที เช่น นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักวิชาการกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ซึ่งเมื่อได้รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาอาจไม่แน่ชัดว่าต้องการอะไร แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ “กำลังกล่าวหาคนที่โลดแล่นอยู่บนเวทีว่าฉลาดน้อยรู้น้อยกว่าฝ่ายตน”

ว่าไปแล้วไม่แตกต่างกับการที่เราคงเคยเห็น “คนดูมวย คนดูฟุตบอล” ที่มองเห็น “ผู้เล่น” โง่เขลาเบาปัญญาและไร้ฝีมือ มีทั้งบ่นทั้งติรวมถึงสอนสั่งให้เล่นให้วางแผนเช่นนั้นเช่นนี้ ผมต้องเรียนว่าไม่รู้สึกว่าได้ประโยชน์อะไรเพราะนอกจากไม่สร้างสรรค์ ยังมีทั้งการ “กล่าวหา” พูดความจริงครึ่งเดียวบ้าง

ว่าแล้วแนะให้ท่านกลับไปย่อหน้าแรกเพื่อให้ท่านแวะไปทานกาแฟและขนมรสเลิศที่ “ร้านอรรถรส” ของ นรด. จะได้อรรถประโยชน์มากกว่า