วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้มีอำนาจกับผู้เห็นต่าง

“ความเห็นต่าง” เป็นเรื่องปกติธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย

 และหากเราอ้างว่าเรากำลังต้องการสร้างสังคม ที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง เราก็จะต้องยอมรับความเห็นที่แปลกแยกไปจากของเรา

ไม่ว่า “เรา” ในที่นี้หมายถึงผู้ปกครองประเทศหรือชาวบ้านเดินถนนธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็น คสช. หรือกลุ่มผู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนกับองค์กรระหว่างประเทศ

แต่ “ความเห็นต่าง” ย่อมไม่ได้หมายถึง “ความขัดแย้ง” โดยเฉพาะความแตกแยกอันเกิดจากการยึดผลประโยชน์ ของกลุ่มตนโดยไม่สนใจผลประโยชน์ของชาติ

ผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายปี ผ่านการเสนอให้มีกระบวนการ “ปรองดอง-สมานฉันท์” และการ “ปฏิรูป” ของสังคมไทย แต่ความขัดแย้งแบบเดิม ๆ ในลักษณะแบ่งค่ายแบ่งกลุ่มตามผลประโยชน์ทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่ และไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่าจะหาทาง “สงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม” เพื่อผลักดันประเทศชาติไปข้างหน้าได้เลย

ขณะเดียวกัน บรรยากาศของสิทธิเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็นก็อึมครึมต่อเนื่อง รัฐบาลยังเห็นผู้เรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือการแสดงประชามติเป็นเรื่องผิดกฎหมายและกระทบความมั่นคง

หรือการอ้างว่าผู้ร้องเรียนองค์กรระหว่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน”

ท่าทีทางลบของผู้มีอำนาจต่อการแสดงออก ซึ่งความเห็นต่างที่สุจริตย่อมไม่เป็นการส่งเสริมให้มี “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนทุกหมู่เหล่า ในอันที่จะนำพาประเทศไปสู่ทิศทาง ที่จะเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย ที่ต้องเคารพในความเห็นหลากหลายของคนทุกภาคส่วนเพื่อการสร้างประเทศชาติร่วมกัน

ผู้มีอำนาจต้องไม่มองผู้เห็นต่างเป็นศัตรู แต่ต้องเชิญชวนให้ผู้คนทุกภาคส่วนมาร่วมกันแสดงความเห็น ที่สะท้อนถึงความมุ่งหวังและเป้าหมายร่วมกันของชาติ

เพราะหาก คสช. ประกาศว่าเข้ามาอาสาเพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติ ก็จะต้องฟังเจ้าของประเทศทุกฝ่ายแสดงความเห็นว่า “ปัญหา” และ “ทางออก” มีแนวทางอะไรบ้าง

ผู้ปกครองประเทศย่อมมิใช่ผู้มีคำตอบต่อประเทศชาติแต่เพียงกลุ่มเดียว หน้าที่ของผู้อาสาจึงควรจะต้องรับฟังความคิดความเห็นของคนจากแวดวงต่าง ๆ เพื่อสามารถสะท้อนถึงแนวทางที่คนส่วนใหญ่จะสามารถผสมผสานหาทางออกร่วมกัน

จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเสาะแสวงหาความเห็น โดยเฉพาะที่แปลกแยกแตกต่างไปจากของตน เพราะนั่นคือแสงสว่างนำทางเพื่อวางแผนที่ประชาชนจะยอมรับ และมีความรู้สึกร่วมในการประสานพลังให้บรรลุเป้าหมายให้ได้

น้ำเสียงโหวกเหวกบางเรื่องที่ได้ยินทุกวันนี้มาจากกลุ่มการเมือง นักเลือกตั้งและกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าที่จะสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของบ้านเมือง

รัฐบาลและ คสช. จึงต้องแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง และอะไรคือการส่งเสียงเพียง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเพื่อผลการเลือกตั้งคราวหน้า

แต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจจะต้องตระหนักอย่างยิ่งคือ การเคารพในสิทธิการแสดงออกที่ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับรัฐบาลหรือ คสช. หากแต่เป็นการแสดงออกอย่างสุจริต ในฐานะพลเมืองผู้มีความห่วงใยและเป็นผู้มีส่วนได้เสียอย่างบริสุทธิ์

พวกเขาต้องไม่ถูกข่มขู่คุกคาม หรือการแสดงท่าทีอันไม่เป็นมิตร จากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เห็นว่าอำนาจสำคัญกว่าสิทธิพื้นฐาน ของการแสดงออกของพลเมืองทั้งหลายทั้งปวง

พวกเขากำลังต้องการพื้นที่ โอกาสและความสนใจรับฟังจากผู้กุมอำนาจที่อาสามาแก้ปัญหาประเทศชาติ

ผู้มีอำนาจมาแล้วก็ไป เจ้าของบ้านต่างหากที่จะต้องปักหลัก ยืนหยัดสร้างบ้านสร้างเมืองต่อไป