วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หายนะจากกรณีน้ำมันรั่ว บทเรียนของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม(2)

จากที่ผู้เขียนได้นำเสนอเกี่ยวกับกรณีน้ำมันรั่วจากแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเทอร์ฮอไรซัน (Deep Water Horizon)

ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นทางกฎหมายต่างๆ ตามมาจนถึงปัจจุบันนั้น ในบทความฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม นักกฎหมายและประชาชนในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิในการฟ้องคดีได้เป็นอย่างดีก็คือ ประเด็นเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) และการทำความตกลงระงับข้อพิพาท (settlement) คดีดีพวอเทอร์ฮอไรซัน

ตามที่ได้กล่าวไว้ในคราวที่แล้ว กรณีน้ำมันรั่วจากแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเทอร์ฮอไรซัน ทำให้เกิดคดีความฟ้องร้องต่อบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (หรือบีพี) ในฐานะผู้ดำเนินการ บริษัท ทรานส์โอเชียน ในฐานะเจ้าของแท่นขุดเจาะและบริษัทฮัลลิเบอร์ตัน ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างบ่อของท่อขุดเจาะน้ำมัน จำนวนมากซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ class action

เหตุการณ์น้ำมันรั่วในครั้งนี้นำมาสู่การดำเนินคดีแบบกลุ่มคดีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ฟ้องคดีและจำนวนเงินค่าเสียหาย ดังที่ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงทราบดีอยู่แล้ว สหรัฐอเมริกานั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของการดำเนินคดีแบบกลุ่ม เรียกได้ว่าอเมริกาเป็นประเทศต้นแบบของการดำเนินคดีในลักษณะนี้เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของการดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว ยังมีคดีตัวอย่างที่มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และนำมาศึกษากันในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกจำนวนมาก และคดีดีพวอเทอร์ฮอไรซันนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นศึกษากันอย่างกว้างขวางในโรงเรียนกฎหมายต่างๆ

การดำเนินคดีแบบกลุ่มกรณีน้ำมันรั่วจากดีพวอเทอร์ฮอไรซันในครั้งนี้ เป็นการดำเนินคดีร่วมกันของสำนักงานกฎหมายหลายแห่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมแสนรายในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทบีพีและบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการดำเนินคดีเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วขึ้น การรวมตัวกันของโจทก์ผู้เสียหายมิได้เกิดขึ้นเพียงคดีเดียว แต่มีการรวมตัวกันฟ้องนับร้อยกลุ่ม เนื่องจากผู้เสียหายอยู่กระจัดกระจายกันในหลายๆ เมืองใน 5 มลรัฐด้วยกัน ได้แก่ หลุยเซียนา มิสซิสซิปปี อลาบามา ฟลอริดา และเท็กซัส

แต่ท้ายที่สุดสองปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ บริษัทบีพีได้ตกลงระงับข้อพิพาทกับโจทก์ในทั้ง 5 มลรัฐ โดยเสนอจัดตั้งกองทุนเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย 2 รูปแบบ คือกองทุนชดใช้ค่าเสียหายทางเศรษฐกิจและค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน (Economic and Property Damages Settlement) และกองทุนชดใช้ค่ารักษาพยาบาล (Medical Benefits Settlement)

ความตกลงระงับข้อพิพาทของบีพีเกิดจากการชั่งน้ำหนักของบีพีแล้วว่า การตกลงยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์บางกลุ่มไปก่อนจะช่วยบรรเทาความเสียหายของบีพีที่จะเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของการฟ้องคดี และทำให้เกิดความชัดเจนในการประกอบกิจการต่อไปของบริษัท โดยบีพีได้ประเมินค่าเสียหายที่จะชดใช้ให้แก่โจทก์จำนวนกว่าแสนรายรวมเป็นเงินประมาณ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งข้อเสนอของบีพีได้รับความเห็นชอบจากผู้พิพากษาที่รับผิดชอบดูแลการดำเนินคดีแบบกลุ่มแล้ว จึงสามารถดำเนินการได้ต่อไป

ขั้นตอนในการทำความตกลงในการดำเนินคดีแบบกลุ่มกรณีดีพวอเทอร์ฮอไรซันเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบศาลสหรัฐอเมริกาและความสลับซับซ้อนของการดำเนินคดีในลักษณะนี้ โดยมีการเปิดเว็บไซต์ให้ผู้เสียหายมายื่นขอใช้สิทธิในการเรียกค่าเสียหาย แม้ว่าจะไม่มีทนายความก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่ามีสำนักกฎหมายหลายๆ แห่งโฆษณาเชิญชวนให้ผู้ไม่มีประสบการณ์มาใช้บริการของตนทำให้คดีนี้เป็นแหล่งทำเงินให้กับสำนักกฎหมายหลายๆ แห่งใน 5 มลรัฐ ประเด็นดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจว่าหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ขึ้นในประเทศไทย การโฆษณาเชิญชวนให้มาใช้บริการทางกฎหมายในลักษณะดังกล่าวในประเทศไทยจะทำได้หรือไม่

ในการทำความตกลงชดใช้ค่าเสียหายในครั้งนี้ทำให้คดีเพียงบางส่วนของบีพีจบไป แต่ยังมีอีกหลายพันคดีที่บีพียังคงพัวพันอยู่ เนื่องจากความตกลงดังกล่าวไม่ได้ผูกมัดโจทก์ทุกราย โจทก์บางกลุ่มได้ใช้สิทธิในการ opt out หรือไม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงด้วย ซึ่งการใช้สิทธิไม่เข้าร่วมดังกล่าวต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบกับทนายความของตนแล้วว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโจทก์รายนั้นมีจำนวนมากกว่าที่จะได้รับจากกองทุน (ทั้งนี้มีการคำนวณอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้วว่าโจทก์แต่ละรายจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายโดยเฉลี่ยรายละประมาณ 25,000 ดอลลาร์)

สำหรับการดำเนินคดีแบบกลุ่มในประเทศไทยยังถือเป็นเรื่องใหม่ โดยเพิ่งจะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2558 โดยเพิ่ม “หมวด 4 การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” เข้าไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไปเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2558 และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งหากพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายก็จะพบว่า มีบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการร้องขอต่อศาลให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้เฉพาะบางเรื่อง ได้แก่ คดีละเมิด คดีผิดสัญญา และคดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค แรงงาน หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การแข่งขันทางการค้า อีกทั้งยังมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยคดีแบบกลุ่ม คือมีการเปิดช่องให้เจรจาและทำความตกลงกันแบบกลุ่มได้ เช่นเดียวกับกรณีของสหรัฐอเมริกาด้วย

ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับกรณีน้ำมันรั่วดีพวอเทอร์ฮอไรซันในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็จะมีทางเยียวยาในลักษณะคล้ายๆ กันในประเทศไทยได้ ซึ่งขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินคดีกรณีดีพวอเทอร์ฮอไรซันนี้ก็สามารถนำมาเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ