เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ศึกชิงน้ำในแม่น้ำปิงและเป็นวาระครบรอบ 30 ปีของเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล
ประเทศยูเครน เรื่องการชิงน้ำคงมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่อาจคาดการณ์ได้มานาน หรือจะมองว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าประหลาดก็คงได้ การมองว่าอาจคาดการณ์ได้มีฐานอยู่บนการวิเคราะห์ของนักวิชาการซึ่งสรุปว่าโลกเดินเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำจืดแสนสาหัสถึงขนาดจะต้องทำสงครามชิงน้ำกันแล้ว พวกเขาได้เขียนหนังสือชื่อ “สงครามชิงน้ำ” (Water Wars) ออกมาหลายเล่ม คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงสองเล่มซึ่งพิมพ์ออกมาไล่เลี่ยกัน นั่นคือWater Wars: Drought, Flood, Folly, and the Politics of Thirst เขียนโดย Diane Raines Ward ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 และ Water Wars: Privatization, Pollution And Profitเขียนโดย Vandana Shiva ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 (ทั้งสองเล่มมีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)
ส่วนการมองว่าน่าประหลาดนั้นจำกัดอยู่แค่เมืองไทยเพราะฝนนำน้ำมาให้เมืองไทยในปริมาณมหาศาลทุกปี จนชาวซาอุดิอาระเบียเคยปรารภกับผมว่าถ้าแลกได้เขาต้องการแลกบ้านเกิดของเขากับเมืองไทย เนื่องจากการแลกแผ่นดินกันเช่นนั้นทำไม่ได้ ชาวซาอุดีอาระเบียจึงออกไปกว้านซื้อที่ดิน หรือเช่าในระยะยาวจำพวก 99 ปีเพื่อผลิตอาหารส่งกลับไปยังบ้านเมืองของเขา เมืองไทยเคยเป็นเป้าในการซื้อหรือขอเช่าระยะยาวของเขาด้วย การกระทำเช่นนั้นมิใช่เขาต้องการที่ดิน หากต้องการน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกพืชอาหารเขาคงประหลาดใจมากหากได้ข่าวว่าเมืองไทยขาดแคลนน้ำแสนสาหัสถึงขนาดทำศึกชิงน้ำกัน ปรากฏการณ์ศึกชิงน้ำในเมืองไทยคงจัดได้ว่าเป็น “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่มากมายไม่เป็น
อนึ่ง ย้อนไปก่อนที่ชาวซาอุดีอาระเบียจะออกไปปลูกพืชอาหารในต่างแดน รัฐบาลได้สนับสนุนให้ปลูกข้าวสาลีภายในประเทศโดยอาศัยบ่อบาดาลที่สูบน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ก่อนยุคปลูกข้าวสาลี ผู้คนในพื้นที่ซึ่งกลายมาเป็นซาอุดีอาระเบียใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านั้นมานับพันปีโดยการขุดบ่อด้วยมือ บ่อเหล่านั้นขุดได้ไม่ลึกนัก แต่มีข้อดีที่ไม่ทำให้น้ำในแหล่งใต้ดินแห้งเหือดแม้จะใช้บ่อติดต่อกันเป็นพันปี หลังรัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายให้เงินสนับสนุนการปลูกข้าวสาลี ชาวซาอุดีอาระเบียเจาะบ่อลึกหลายร้อยเมตรด้วยเทคโนโลยีใหม่และใช้เครื่องสูบแรงสูงสูบน้ำขึ้นมาเลี้ยงนาข้าวสาลีกันอย่างแพร่หลาย เพียงไม่นานเครื่องสูบแรงสูงเหล่านั้นก็ทำให้แหล่งน้ำจำนวนมากเหือดแห้ง
นโยบายสนับสนุนการปลูกข้าวสาลีปลดปล่อยสิ่งหนึ่งซึ่งผมเคยเสนอให้เรียกว่า “คำสาปของเทคโนโลยี” (The Curse of Technology) ที่แฝงมากับความสามารถในการขุดเจาะบ่อบาดาลและเครื่องสูบแรงสูงให้ออกมาอาละวาดจนสร้างความเสียหาย อย่างไรก็ดี การมีเงินทุนกองใหญ่ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียลดความเสียหายจากคำสาปนั้นได้ด้วยการกลั่นน้ำทะเลออกมาใช้อุปโภคบริโภคแทนน้ำจากแหล่งใต้ดิน หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลก็เริ่มสนับสนุนการออกไปกว้านซื้อ หรือเช่าที่ดินในต่างแดนดังที่อ้างถึง
ซาอุดีอาระเบียมีเพื่อนบ้านชื่อเยเมนซึ่งเป็นทะเลทรายคล้ายกันและประชาชนส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่คล้ายกันจนถึงยุคน้ำมันขึ้นราคาครั้งใหญ่เมื่อปี 2516 หลังจากนั้น ชาวเยเมนจำนวนมากอพยพไปทำงานในซาอุดีอาระเบียซึ่งลงทุนในโครงการขนาดยักษ์ทั่วประเทศ รายได้ที่ชาวเยเมนส่งกลับบ้านเอื้อให้ชาวเยเมนบริโภคเพิ่มขึ้นในอัตราสูงรวมทั้งการบริโภคสิ่งหนึ่งซึ่งชาวโลกไม่บริโภคกัน นั่นคือ ใบคัตใบไม้ชนิดนี้มีสารเสพติด การบริโภคเพิ่มขึ้นนั้นจูงใจให้เกษตรกรเจาะบ่อบาดาลอย่างแพร่หลายเพื่อสูบน้ำมาใช้ปลูกต้นคัต เพียงไม่นานเยเมนก็ขาดแคลนน้ำอย่างสาหัสเมื่อแหล่งน้ำใต้ทะเลทรายหลายแห่งเหือดแห้งลงชาวเยเมนแย่งน้ำกันอย่างเข้มข้นจนมีส่วนทำให้ประเทศเป็นรัฐล้มเหลว อาจกล่าวได้ว่าเยเมนถูกคำสาปของเทคโนโลยีแบบเต็มรัก เนื่องจากไม่มีเงินทุนกลั่นน้ำทะเลมาทดแทนเช่นซาอุดีอาระเบีย
เรื่องเทคโนโลยีมักมีคำสาปแฝงมามักไม่เป็นที่ตระหนักกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีที่มนุษย์เราประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจึงอาจเป็นหัวจักรใหญ่ที่ทำลายมวลมนุษยชาติเช่นเดียวกับที่ได้ทำลายอาณาจักรโบราณในย่านตะวันออกกลางดังที่คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงแล้ว ณ วันนี้ ชาวโลกมีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าได้ แต่ในขณะเดียวกันมันอาจทำลายมนุษยชาติทั้งหมดได้ภายในพริบตา ย้อนไปหลายเทศวรรษ สังคมที่ก้าวหน้านึกไม่ถึงว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสร้างปัญหาแสนสาหัส แต่การระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เช่นที่เชอร์โนบิลทำให้หลายประเทศตระหนักว่าเทคโนโลยีนั้นมีคำสาปร้ายแรงติดมาด้วยซึ่งอาจสร้างปัญหามากกว่าให้ผลดี ด้วยเหตุนี้ เยอรมนี ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศจึงตัดสินใจงดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่และจะค่อยๆ รื้อโรงเก่าทิ้ง
การตัดสินใจเช่นนั้นมีผลทำให้บริษัทรับจ้างสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้น และพยายามออกไปขายบริการให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่มีโรงไฟฟ้าชนิดนี้ ในกระบวนการขาย พวกเขาใช้กลวิธีหลายอย่างรวมทั้งการเสนอให้ค่านายหน้าแก่ข้าราชการและนักการเมือง พร้อมกับประชาสัมพันธ์ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำให้ประเทศทันสมัยและมีไฟฟ้าราคาถูกใช้แบบแทบไม่จำกัด กระบวนการขายนั้นได้ผลเนื่องจากรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาต่างพากันผลักดันให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แลไปในวันข้างหน้า โรงไฟฟ้าที่ประเทศกำลังพัฒนาอ้างว่าจะทำให้ตนทันสมัยและมีไฟฟ้าราคาถูกใช้มีโอกาสระเบิดมากกว่าโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเสียอีก ทั้งนี้เพราะประเทศกำลังพัฒนาถูกมองว่ามีความฉ้อโกงสูงกว่าประเทศที่ก้าวหน้ามาก แล้วความเสียหายร้ายแรงที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดจะทำให้ประเทศเจ้าของโรงไฟฟ้าต้องคำสาปของเทคโนโลยีแบบเต็มรัก ผลตามมาจะเป็นการตกอยู่ในภาวะพัฒนาแบบหมาโง่เห็นเงา เพราะการไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ที่ตนมองว่าจะทำให้ทันสมัยนั้นอันที่จริงไม่ใช่









