กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าโครงการพัฒนา
ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยโครงการมีพื้นที่นำร่องสองฝั่งรวม 14 กม. จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ภายใต้แนวคิดหลัก “เจ้าพระยาเพื่อทุกคน” (Chao Phraya for All) ซึ่งใช้งบประมาณราว 30,000 ล้านบาท ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ ทางกทม.ได้เปิดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสียหลายครั้ง ในขณะเดียวกันมีเสียงคัดค้านให้ทบทวนโครงการนี้ เนื่องจากเห็นว่าจะส่งผลกระทบมากกว่า โดยเฉพาะต่อวิถีชีวิตและภูมิทัศน์เดิมๆของวิถีชีวิตริมแม่น้ำ
การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างกรุงเทพฯ ให้ทันสมัยของกทม. ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการหลายด้าน ทั้งการเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ การแก้ปัญหาชุมชนแออัด หรือแม้แต่การดูพื้นที่ท้องสนามหลวง ซึ่งล่าสุดกรณีการจัดระเบียบชุมชนป้อมพระกาฬ และหลายกรณีกทม.ถูกวิจารณ์ว่ามุ่งแต่การจัดระเบียบแบบสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในเรื่องวิถีชีวิตของผู้คน แต่การจัดระเบียบของกทม.ก็มีผู้สนับสนุนอยู่ไม่น้อย เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดีในการจัดระเบียบพื้นที่ในกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะออกมาเป็นอย่างไร และผลสุดท้ายจะสวยหรูอย่างที่วางไว้หรือไม่ รวมถึงผลกระทบจะมีมากอย่างที่วิตกกันวลกันหรือไม่นั้น เราก็มีตัวอย่างการพัฒนาในลักษณะเดียวกันในบริเวณชุมชนท่าช้าง ท่าเตียนและท่าพระจันทร์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า แม้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาจะเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน แต่ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครประเมินอย่างจริงจัง นอกจากเกิดความสวยงามในพื้นที่
หากใครที่เคยมีประสบการณ์ต่อวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในบริเวณดังกล่าว อาจรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชุมชนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณดังกล่าว เพราะวิถีชีวิตแบบเดิมๆที่เคยคุ้นเคย และเป็นสถานที่ที่มีชีวิตของผู้คนจำนวนมากใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆมากมาย แต่หลังมีการจัดระเบียบเกิดขึ้น สิ่งที่มาทำแทนคือการปรับปรุงอาคารให้ดูทันสมัยและอาคารเก่าได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยสีสันใหม่ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือวิถีชีวิตของย่านดังกล่าวได้จบสิ้นไปพร้อมๆกับวิถีชีวิตใหม่เข้ามาแทน
ปัจจุบัน บริเวณดังกล่าวมีอาคารที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เกิดขึ้น และที่มาพร้อมกับอาคารเหล่านี้คือร้านอาหารและธุรกิจบริการสมัยใหม่ เช่น โรงแรมหรูหราขนาดเล็ก พร้อมๆกับนักท่องเที่ยวเดินชมความงามของการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ แต่การพัฒนาสมัยใหม่จะเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวหรือไม่นั้นยังเป็นประเด็นที่น่าคิดพิจารณา เพราะเสน่ห์ของการท่องเที่ยวอยู่ที่วิถีชีวิต และความแตกต่างระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวด้วยกัน หาใช่ความเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะไปจุดไหน ก็พบกับร้านค้าแบรนด์ดังอยู่ทั่วเมือง
โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อาจใช้บทเรียนจากกรณีที่เกิดขึ้นถึงผลกระทบ เพราะที่ผ่านมา มักจะพูดถึงในแง่ของแผนการก่อสร้างและเทคนิคการก่อสร้าง จนประเมินผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นขึ้นอย่างไม่ทั่วถึงพอ ซึ่งแน่นอนว่าในเรื่องวิถีชีวิตของผู้คนนั้นมีความซับซ้อนและเป็นเรื่องยุ่งยากในการบริหารจัดการ หากเปรียบเทียบกับเทคนิคการก่อสร้างและการจัดการพื้นที่ตามผังเมือง แต่หากยังประเมินไม่รอบคอบเพียงพอและยังเดินหน้าดำเนินการต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องยากมากที่พื้นให้กลับมาได้
อันที่จริง หลักการพัฒนาให้ทันสมัยในโลกยุคใหม่ ที่คำนึงความแตกต่างของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำลายของเดิมไปเสียทั้งหมด แต่แนวทางการพัฒนาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของแนวความคิดของผู้วางแผนเอง หากผู้วางแผนการพัฒนามองแต่ด้านการจัดระเบียบและทันสมัยก็ย่อมมองไม่เห็นด้านอื่น โดยเฉพาะด้านที่เป็นของคนธรรมดาทั่วไป และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของสังคม ซึ่งหากผู้วางแผนยังมีแนวคิดแบบทันสมัยอย่างหลับหูหลับตา จากนี้ไปกรุงเทพฯก็จะมีแต่ตึกสวย แต่ไร้ชีวิตอยู่เต็มเมือง








