ในเมื่อเกาหลีและจีนเป็นสองฝ่ายที่ได้รับทุกข์เข็ญอย่างแสนสาหัสจากญี่ปุ่น สนธิสัญญาซานฟรานซิสโกที่ไม่มีเกาหลี
และจีนเข้าร่วมจะเป็นสนธิสัญญา “สันติภาพ”ได้อย่างไร ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามจึงยังคงเป็นปัญหาอยู่จนทุกวันนี้ สหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ นอกไปจากสิ่งที่ตนสนใจเท่านั้น มาตรการเกี่ยวกับความสำนึกผิดที่อังกฤษเรียกร้องจึงไม่ปรากฏในสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก
ในปี 1957 กิชิ โนบุสเกะ ผู้ที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม (คุณตาของซินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นปัจจุบัน) ก็กลับเข้าสู่การเมืองโดยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประชาชนญี่ปุ่นจึงไม่ได้มีความทรงจำอะไรที่เกี่ยวกับพฤติกรรมโหดร้ายที่ญี่ปุ่นกระทำต่อประเทศอื่น ในปี 1998 และ 2015 เท่านั้น ที่มีเอกสารเป็นทางการกล่าวถึงการกระทำในอดีตของญี่ปุ่นว่าเป็น “การรุกราน” แต่ก็จัดวางไว้ในตำแหน่งที่เลียบเคียงจริงๆ นอกจากนั้นแล้ว คำว่า “รุกราน” จะหาไม่ได้อีกใน เอกสารทางการใดๆ แม้แต่นายกรัฐมนตรีอาเบะเองก็ไม่เคยยอมรับว่า “มีการรุกราน” นี่คือปัญหาสำหรับ “สันติภาพ” ในภูมิภาคนี้ในอนาคต
John W. Dower กล่าวว่า เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กันทั่วไปและเป็นสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นแยกตัวเองออกจากจีนก็คือ “การเหยียดผิว” เขายกคำพูดของ John Foster Dulles (ผู้ร่างสนธิสัญญาสันติภาพและกลายเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา) ว่า “ประชาชนญี่ปุ่นรู้สึกถึงความเหนือกว่าประชาชาติอื่นๆ บนผืนแผ่นดินใหญ่ของเอเซีย...และอยากจะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันหรือได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก...ในเวลาไม่ถึง 6 ปี หลังจากสงครามอันโหดร้ายสิ้นสุดลง ศัตรูของญี่ปุ่นก็กำลังวาดภาพถึงความเป็นหุ้นส่วนที่หลอมรวมเอาความเหนือกว่าของเผ่าคอเคซัส กับญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในความอิจฉาฝ่ายตะวันตกและความดูถูกที่มี่ต่อประเทศในเอเซียด้วยกัน”
ประชาชนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายโดดเดี่ยวจีน การติดต่อกับจีนในระหว่าง 1952-1972 จึงไม่ได้หมดไปโดยเด็ดขาด เมื่อญี่ปุ่นได้ทราบข่าวการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐอเมริกากับจีนก่อนหน้าการแถลงของประธานาธิบดีนิกสันเพียง 15 นาที ความรู้สึกที่ว่าตนถูกทรยศจึงเกิดขึ้น การละทิ้งนโยบายปิดล้อมจีนของสหรัฐอเมริกามาจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง กับความสำเร็จทางเศรษฐกิจเร็วเกินคาดที่อาจส่งผลต่อการสร้างกำลังทหารของญี่ปุ่น การสนทนาระหว่างโจวเอินไหลกับคิสซิงเจอร์ในครั้งนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยของทั้งสองฝ่ายต้องการเสริมสร้างกำลังทหารของญี่ปุ่นในอนาคต
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากในครั้งนั้นก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์ของจีนที่มีมาตลอดเวลาต่อฐานทัพสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่นว่ามีเป้าหมายอยู่ที่จีน หายไปเป็นปลิดทิ้งหลังจากคิสซิงเจอร์ตอบโจวเอินไหลไปว่า ฐานทัพสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่นนี่แหละจะเป็นเครื่องมือป้องปรามญี่ปุ่นตามที่โจวเอินไหลห่วงใย เมื่อโจวเอินไหลบอกว่า ความคุ้มครองจากนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาทำให้ญี่ปุ่นก้าวร้าว นิกสันตอบไปว่า ถ้าปราศจากร่มนิวเคลียร์นี้ละก้อ ไม่ต้องคิดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ช่วงเวลาสี่ทศวรรษผ่านไปหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ความจำเป็นของนโยบายปิดล้อมจีนหมดไป แต่นโยบายนี้กลับมาใหม่เมื่อความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่นต่อกรณีหมู่เกาะเตี้ยวหวี เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2012
Dower วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐอเมริกาไว้น่าฟังว่า ยุคสมัยแห่ง “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” หรือ “ญี่ปุ่นที่เป็นหมายเลข 1” ได้หมดไปแล้ว ในขณะเดียวกันภาพพจน์ของจีนที่เคยถูกมองว่า เป็น “หุ่นเชิด” หรือ “บริวาร” ของโซเวียดก็ได้หมดไปเช่นเดียวกันตั้งแต่ความสัมพันธ์จีน-โซเวียตขาดสะบั้นลง ในขณะนี้ความเป็นอิสระของจีนดูเหมือนจะมีมากมายเกินกว่าญี่ปุ่นเหลือเกิน “ถ้าหากจะใช้คำที่แรงสักหน่อยก็น่าจะเป็นญี่ปุ่นอยู่ใต้อำนาจและโอวาท” “ความเจริญที่ญี่ปุ่นได้มาจากตัวเองก็จริง แต่เป็นสันติภาพและความเจริญที่ได้มาด้วยต้นทุนที่กลายเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งของเครื่องจักรสงครามของสหรัฐอเมริกา”
สำหรับฝ่ายขวาและฝ่ายอนุรักษ์นิยมแล้ว การดิ้นรนไปสู่สถานะปรกติของประเทศมุ่งไปที่การทบทวนรัฐธรรมนูญเพื่อกำจัดข้อจำกัดของการติดอาวุธประเทศ แต่หารู้ไม่ว่าการเร่งรัดเสริมสร้างกำลังทหารไปสู่อิสรภาพในการกำหนดอนาคตของตนเป็นเพียงภาพลวงตา...ที่จริงแล้ว สหรัฐอเมริกามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อหุ้นส่วนที่เสริมสร้างกำลังทหารได้โดยไม่มีขีดจำกัดทางรัฐธรรมนูญ เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของตนที่วิวัฒนาการไปไม่เพียงแต่ในเอเซียแต่ทั่วโลก” “ความอสมมาตรไม่ได้ผิดปกติสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับพันธมิตร...เพียงแต่ไม่มีความสัมพันธ์ใดจะชัดเจนเท่านี้ในเชิงของความไม่สมดุลย์ระหว่างกัน”
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากจนทำให้จีนสามารถพัฒนาศักยภาพและกำลังทางทหารมากขึ้นเช่นเดียวกัน แม้ว่าจีนและประเทศอื่นๆ จะรู้ดีว่า โอกาสที่กำลังทางทหารของจีนจะอยู่ในระดับเท่าเทียมกับสหรัฐอเมริกาในระยะเวลาอันใกล้นี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่จีนก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะกีดกันกองกำลังของสหรัฐอเมริกาออกจากทะเลโดยรอบจีนได้ เพื่อไม่ให้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศหรือที่รู้จักกันในข่วงหลังว่า “anti-access/area denial” หรือ “A2/AD”
แน่นอนสิ่งนี้ทำให้ประเทศที่เคยคิดว่ากำลังทางทหารของสหรัฐอเมริกาเหนือกว่าอย่างล้นเหลืออย่างญี่ปุ่น และแม้แต่ในวงการวางแผนยุทธศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเอง ก็เลิกล้มความคิดเช่นนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องการเสริมสร้างกำลังทางทหารและแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งก็เป็นความต้องการของสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป้าหมายของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐอเมริกาตามสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกกลายเป็นจีนกับเกาหลีเหนือ แทนที่จะเป็นสหภาพโซเวียตอย่างในยุคสงครามเย็น
Dower มีความเห็นว่า การแข่งขันในเชิงชาตินิยมทั้งในและนอกรัฐบาลจะส่งต่อความคิดไปสู่ชนรุ่นใหม่ สงครามแห่งประวัติศาสตร์จะยังคงดำเนินต่อไปควบคู่กับการปลูกฝังให้หลงลืมประวัติศาสตร์แก่ประชาชนและวาระภายในประเทศ เขามีความเห็นว่าการติดต่อระหว่างภาคเอกชนทั้งในระดับบุคคล ธุรกิจ NGO และบริษัทข้ามชาติ จะนำไปสู่การหล่อหลอมระหว่างประชาชาติต่างๆ ที่ป้องกันลัทธิชาตินิยมสุดโต่งและการเผชิญหน้าอย่างเป็นศัตรูกันได้ดีกว่า
หลายท่านคงเคยดูภาพยนต์โทรทัศน์เรื่อง “โอชิน” ที่มีเนื้อหาสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามที่ประเทศตนเองก่อขึ้น ผู้เขียนเองไปทัศนาจรญี่ปุ่นเป็นครั้งคราวและได้สนทนากับประชาชนญี่ปุ่นที่ได้พบปะที่มีความเห็นว่า การใช้จ่ายเงินเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศดีกว่าการเสริมสร้างกำลังทางทหาร ผู้เขียนก็มีกิจกรรมโรตารีกับฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งก็มีความร่วมมือในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมตลอดหลายสิบปี
แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่นักการเมืองและระดับผู้เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย ซึ่งสืบทอดรุ่นต่อรุ่นจากนักรบกลุ่มที่สร้างชาติในยุคเมจิที่กระหายสงครามและดูถูกชาติอื่น ซึ่งสามารถตรวจจสอบประวัติภูมิหลังมาได้ตามลำดับ และทุกวันนี้ก็ยังมีกลุ่มนักการเมืองที่มีความคิดเช่นนี้ มิฉะนั้นการเสริมสร้างกำลังทางทหารและความพยายามในการตีความ และแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากญี่ปุ่นอยู่ใต้อำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นโดยลำพังจึงอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นร่วมกับสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มการใช้อำนาจครอบงำ และทำสงครามทั่วโลกเป็นเรื่องน่ากลัว การมองโลกในแง่ดีอย่าง Dower คงเป็นไปได้ยาก







