ณ วันนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับ “เอกสารปานามา” ซึ่งถูกลักลอบนำออกมาเผยแพร่คงเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแล้ว
เนื้อหาของเอกสารลับนั้นเป็นบัญชีธนาคารที่บริษัทห้างร้านและคนทั่วโลกจากหลากหลายสายอาชีพเปิดไว้ในอาณาเขตต่าง ๆ ผ่านบริษัทนายหน้าซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในปานามา เนื่องจากอาณาเขตเหล่านั้นเปิดโอกาสให้บุคคลและบริษัทห้างร้านรวมทั้งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ซุกซ่อนทรัพย์สินและรายได้ ซึ่งอาจเป็นธุรกรรมการฟอกเงินและเลี่ยงภาษี
สื่อไทยรายงานตามถ้อยแถลงของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ว่า มีชื่อคนไทยอยู่ในเอกสารนั้น 16 คนบ้าง 21 บ้าง เพราะอะไรข้าราชการไทยจึงให้ข้อมูลต่างกันและเพียงเท่านั้น ยากที่จะคาดเดา เนื่องจากหากเข้าไปดูส่วนที่เกี่ยวกับเมืองไทยจะพบว่ามีรายชื่ออยู่เต็ม 23 หน้ากระดาษ แม้บางส่วนจะเป็นชื่อต่างชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นชื่อคนไทย
แรงจูงใจในการนำเอกสารมาเผยแพร่ถูกมองกันไปต่างๆ นานา เนื่องจากยังไม่มีใครตรวจพบว่ามีชาวอเมริกันรวมอยู่ในนั้นด้วย บางคนจึงสรุปว่าน่าจะเป็นแผนทำลายฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลอเมริกัน การสรุปเช่นนั้นเป็นเพียงการคาดเดาเพราะขาดหลักฐานยืนยัน การไม่มีรายชื่อของชาวอเมริกันอาจเป็นเพราะพวกเขามีวิธีเลี่ยงภาษีแบบถูกกฎหมายให้เลือกอยู่แล้ว ตามธรรมดาชาวอเมริกันจะเลี่ยงภาษีได้มาก หากจดทะเบียนบริษัทในรัฐเดลาแวร์และควบรวมกิจการกับบริษัทต่างชาติที่มีขนาดเล็กกว่า
มุมมองที่น่าใส่ใจได้แก่บทบาทที่สูงมากของภาคการเงินซึ่งในยุคนี้สามารถลากจูงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไปในทางเสียหายได้ด้วยการใช้ขนาดอันมหึมา และความลึกลับซับซ้อนบวกกับความไม่ซื่อตรงของผู้บริหารเศรษฐกิจอเมริกันอันแสนใหญ่ยังหนีไม่พ้นอิทธิพลของภาคนี้ อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารัฐบาลอเมริกันไม่สามารถปฏิรูปภาคการเงินอย่างจริงจังได้มาเป็นเวลานาน ร้ายยิ่งกว่านั้น ยังมักเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินขนาดใหญ่เมื่อเกิดวิกฤติทั้งที่สถาบันเหล่านั้นเป็นต้นตอของปัญหา
เมื่อภาคการเงินเป็นดังเช่นที่อ้างถึง การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งผลักดันให้นำทุนสำรองของชาติไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงยากแก่การเข้าใจ จริงอยู่เป็นไปได้ที่การทำเช่นนั้นจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศก้าวหน้าดังที่ทำมาเป็นปกติ แต่ในทางกลับกันมันมิใช่จะได้แน่นอนเสมอไป และอาจขาดทุนได้เช่นกัน นอกจากนั้น ทุนสำรองมิใช่มีไว้เพื่อแสวงหาค่าตอบแทนสูงๆ หากมีไว้เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน หรือเพื่อเป็นประกันความมั่นคงของชาติ
อาจจำกันได้ว่าแนวคิดที่จะนำทุนสำรองออกมาเพื่อหารายได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อน ตอนนั้นหลายฝ่ายต่อต้านอย่างหนักเนื่องจากต่างไม่วางใจในรัฐบาลชุดนั้น การมุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์สูงๆ อาจจะทำให้มีการใช้กลวิธีเล่นแร่แปรธาตุกับเงินของชาติ โดยสามารถทำให้คนไทยทั่วไปจับไม่ได้ไล่ไม่ทันรวมทั้งผู้บริหารของธปท.ด้วย ถึงแม้ว่า ธปท.จะมีคนเก่งจำนวนมาก หากจะเตือนความจำเรื่องประวัติศาสตร์ตอนก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่เราสูญทุนสำรองของชาติแบบหมดกระเป๋าในตอนนั้น
จนถึงกับต้องไปตามง้อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อคนเก่งของ ธปท. พ่ายแพ้แก่นักเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน ทั้งนี้เพราะความเก่งนั้นเป็นการเก่งตำรา ซึ่งด้อยกว่าความเก่งของเสือสิงห์กระทิงแรดในการบริหารหลักทรัพย์ บทเรียนที่ผิดพลาดนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ “รายงาน ศปร. มูลเหตุเศรษฐกิจไทยเกือบล้มละลาย” ตอนนี้ใช่ว่าเมืองไทยจะไม่มีคนคิดฉวยโอกาส ส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้คงจะมีบัญชีอยู่ในอาณาเขตซุกซ่อนเงินแล้ว หรืออาจเปิดใหม่เมื่อไรก็ได้หากยังไม่มี
กลุ่มคนฉวยโอกาสกับเงินของชาติอาจเข้ามาหาทางได้หลายทาง ตัวอย่างอาจเป็นดังนี้เริ่มต้นด้วยการตั้งคณะทำงานให้เขียนโครงสร้างของกองทุนใหม่ อาจร่างกฎเกณฑ์ที่มีช่องโหว่ ในขณะเดียวกันก็อาจจัดตั้งบริษัทที่ปรึกษาขึ้นมาในอาณาเขตที่อ้างถึง ขั้นต่อไปได้แก่การแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารกองทุนใหม่ซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ต่อไปพวกเขาอาจจะจ้างเพื่อนพ้องและบุคคลใกล้ชิดเข้าเป็นพนักงานของกองทุนใหม่ ขั้นต่อไปที่ปรึกษาทางการเงินจากบริษัทใหม่จะได้รับงานซึ่งจะนำไปสู่การเสนอให้นำเงินไปลงทุนในกิจการที่อาจจะเอื้อประโยชน์ต่อกัน กระบวนการจะดำเนินต่อไปจนอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อทุนสำรองของชาติ หากภาพดังกล่าวเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป ขอเสนอให้นึกถึงสุภาษิตไทยเรื่อง “กันไว้ดีกว่าแก้”
ในกรณีที่ไม่มีกระบวนการฉวยโอกาสเข้ามาปะปนและ ธปท.ยอมรับว่าตนไม่เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุนมากพอจึงไปจ้างบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินในต่างประเทศ ทางออกนี้มิใช่จะนำไปสู่เป้าหมายเสมอไป ทั้งนี้เพราะบริษัทเหล่านั้นอาจบริหารจัดการผิดพลาดได้เช่นกัน แม้แต่ผู้ที่มีสมญาว่าพ่อมดการเงินเช่นจอร์จ โซรอส ยังเคยขาดทุนครั้งละนับพันล้านดอลลาร์ ตัวอย่างที่น่าใส่ใจได้แก่การขาดทุนมหาศาลถึงขั้นล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่ชื่อ Long-Term Capital Management ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลถึงสองคนเป็นแรงขับเคลื่อน ผู้สนใจอาจไปอ่านรายละเอียดในหนังสือชื่อ “When Genius Failed: The Rise and Fall of Long-Term Capital Management”
ด้วยเหตุผลดังที่อ้างถึง การนำทุนสำรองของชาติออกมาเพื่อแสวงหาค่าตอบแทนสูงในรูปแบบใหม่มีโอกาสส่งผลให้เมืองไทยตกอยู่ในสภาวะการพัฒนาแบบหมาเห็นเงาสูงมาก








