บริบททาง “การเมือง” ในห้วงเวลานี้ หนีไม่พ้น 2 กระแสหลัก
ทั้งกรณี“ทหาร”ควบคุมตัว นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหนแรกในจำนวน 5 ครั้ง ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการเรียกตัวไป“ปรับทัศนคติ”
แต่กำลังจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดี “ขัดคำสั่งคสช.” โดยยืนยันว่าไม่ใช่เพราะเหตุวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
ในเบื้องต้นฝ่ายทหารกำหนดส่งตัวนายวัฒนา ขึ้นศาลทหารในวันที่ 25 เม.ย. ซึ่งหมายถึงการ“ควบคุมตัว” 7 วันเต็มอำนาจ และยังอาจต้องรับโทษ“จำคุก” 2 ปี ตามข้อกล่าวหา
ขณะที่เป็นเรื่องประเมินยาก ว่าในสถานการณ์นี้ใครจะได้หรือเสียมากกว่ากัน ระหว่างรัฐบาล คสช.กับฝ่ายที่เห็นต่างมาตั้งแต่ต้น
เพราะท่ามกลางการควบคุมตัวนายวัฒนา นั้น แกนนำพรรคเพื่อไทย ฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร เครือข่ายแนวร่วมคนเสื้อแดง ฯลฯ กลับมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก เสมือนว่ากำลัง“ฮึกเหิม”
ไล่เรียงมาตั้งแต่ “ลูกสาว” น.ส.วีรดา เมืองสุข ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องต่ออียู ยื่นหนังสือถึงสถานทูตสหรัฐ ให้ตรวจสอบการ“ปฏิบัติ”ของ คสช. รวมไปถึงการออกมาเรียกร้องต่อสื่อและสาธารณชน ด้วยท่าทีใสซื่อและชวนให้“เห็นใจ”
รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของแกนนำ“คนเสื้อแดง”อย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่นำทีมไปเยี่ยมนายวัฒนา และการออกมาเคลื่อนไหวของ“กลุ่มพลเมืองโต้กลับ”นำโดยนายอานนท์ นำภา และ“จ่านิว” ที่“แต่งขาว”ออกมาชูป้ายเรียกร้องให้มีการ“ปล่อยตัว” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี พร้อมประกาศว่าจะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อเนื่อง
ขณะที่“เรื่องร้อน”อีกประเด็นในทางการเมือง ว่าด้วยการลงประชามติร่างรธน. ที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่คลายความ“สับสน”
เพราะในขณะที่คนร่างกฎหมาย และคนใช้กฎหมายอย่าง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีความเห็นอย่างหนึ่ง ว่าการแสดงความคิดความเห็นไม่ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ทำได้ ตราบที่ไม่“บิดเบือน” อันหมายถึงการพูดผิดไปจากข้อเท็จจริง และไม่จงใจสร้างความแตกแยก เป็นเรื่องที่สามารถทำได้
แต่ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับ“เห็นต่าง”และยืนยันว่าการวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ความเห็นไม่ว่าทางหนึ่งทางใดไม่สามารถทำได้ทุกกรณี
และหากมีการฝ่าฝืนอาจจะต้องรับโทษจำคุก 10 ปี ตามที่พ.ร.บ.ประชามติ บัญญัติไว้สูงสุด
ทั้ง 2 ประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ คงไม่สามารถมองเป็น“คนละเรื่อง”ได้ เพราะท่วงทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านรัฐบาลกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
นับตั้งแต่การ“ระดม”ให้สัมภาษณ์“สื่อนอก”ของ นายทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงความพยายามในการชี้ประเด็น“เปราะบาง” ในร่างรธน. อย่างเช่นเรื่องสิทธิเสรีภาพ รวมไปถึง“คำถามพ่วง” ที่เสนอโดยสนช. ก็ถูกบอกเล่าว่าเป็นความพยายาม“สืบทอดอำนาจ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ“เคลื่อนไหว”ในระดับพื้นที่ ที่พยายาม “แหวก” แนวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกส่งลงไปประจำการทั่วประเทศ
งานนี้“กลุ่มต้าน”ไม่จำเป็นต้องหาแนวร่วมใหม่ แต่การเคลื่อนไหวก็เพื่อเป็นการ“ตอกย้ำ”เจตนา และรักษาฐาน“ลูกค้าเก่า” ที่เชื่อว่ามีจำนวนมากพอ เพื่อให้พร้อม“กดปุ่ม”ทุกเมื่อไม่ว่าเพื่อการลงประชามติ หรือเพื่อการ“ลงคะแนน”เลือกตั้งในวันข้างหน้า
2 ประเด็นนี้จึงเป็น“คนละเรื่องเดียวกัน”... ที่น่าจะได้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจน พร้อมกับการเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับในเร็ววันนี้ !!!








