ผมเคยพูดเสมอว่า การแก้ไขเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นนั้น เห็นผลรวดเร็วและชัดเจนจาก “ภาคปศุสัตว์”
มากกว่า “ภาคสาธารณสุข” เพราะเห็นความพยายามของผู้เกี่ยวข้องในภาคปศุสัตว์ทั้งรัฐและเอกชน ที่จะลดปัญหาเชื้อดื้อยาในสัตว์ ด้วยการลดใช้ยาปฏิชีวนะ ไปจนถึงมีแผนที่จะงดใช้ยาเป็นรายชนิด ในขณะที่ภาคสาธารณสุขยังแก้ปัญหาได้น้อยมาก แม้จะมีการลงทุน-ลงแรงของบุคลากรในแวดวงวิชาการไปไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ยังห่างไกลกับการแก้ปัญหาในสัตว์
ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยร้ายแรงของเชื้อดื้อยา บุคลากรทางการแพทย์ยังจ่ายยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นให้ประชาชนในอัตราสูง รวมถึงร้านขายยาจำนวนมากที่ขายยาปฏิชีวนะให้กับลูกค้าโดยไม่แยกแยะว่า เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียจริงหรือไม่
ทางฝ่ายผู้ป่วยเองก็ออกอาการดีใจเมื่อได้รับยาปฏิชีวนะชื่อแปลกๆ ราคาแพงๆ ด้วยคิดว่าจะเป็นผลดีต่อการรักษา ที่จริงไม่เป็นประโยชน์ทั้งยังเป็นการสร้างและสะสมเชื้อดื้อยาชนิดร้ายแรงไว้ในร่างกาย
ที่สำคัญหน่วยงานรัฐผู้กำกับดูแลการสาธารณสุขให้ความสำคัญกับปัญหาเชื้อดื้อยาน้อยเกินไป ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวกำลังเป็นวิกฤติของประเทศในปัจจุบัน
แม้แต่การสอนและสื่อสารให้ประชาชนรู้จักว่า “ยาปฏิชีวนะ” คืออะไร ยังไม่เกิดขึ้นจริงจังและต่อเนื่องจากภาครัฐ ทำให้เมื่อกล่าวถึงยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) กลับใช้คำว่า “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งเป็นคำติดปากแทบทุกคนรวมทั้งบุคลากรสาธารณสุขจำนวนไม่น้อย การที่ประชาชนเข้าใจผิดว่ายาเหล่านี้มีฤทธิ์แก้อักเสบจัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แสวงหาและเรียกร้องอะม็อกสิซิลลิน อ็อกเมนติน ซิโทรแม็กส์ มาใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ (คออักเสบ) ขณะเป็นหวัด เจ็บคอ ทั้งที่เป็นโรคซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส
ยาปฏิชีวนะขั้นสูงที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อมนุษย์ เช่น เลโวฟล็อกซาซิน ที่ควรเก็บสำรองไว้ใช้กับโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น ปอดบวมที่เกิดจากเชื้อดื้อยา มีสภาพไม่ต่างจากสบู่หรือยาสีฟันที่ถูกวางไว้ให้เลือกซื้อได้อย่างเสรี ปราศจากมาตรการที่เข้มงวดมากำกับการซื้อการขาย การจ่ายยา ป้องกันการนำไปใช้พร่ำเพรื่อ เพื่อปกป้องประสิทธิภาพของยาให้คงอยู่ต่อไป
ลองมาศึกษาวิธีบริหารจัดการกับอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อเชื้อดื้อยาในคนและสัตว์กัน
อาการท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่จะหายได้เองไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ซึ่งในภาคปศุสัตว์ อย่างน้อยก็ในส่วนของบริษัทใหญ่ๆ มักจะใช้วิธีปรับสภาพแวดล้อมให้สัตว์อยู่สบาย มีการรักษาความสะอาดในบริเวณฟาร์มและโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โดยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไก่หรือสุกรต้องกินยาปฏิชีวนะ ขณะที่มนุษย์เราพอท้องร่วงก็เรียกหายาปฏิชีวนะ เช่น นอร์ฟล็อกซาซิน ซิโปรฟล็อกซาซิน ทั้งที่แค่นอนพัก ดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่นานอาการท้องร่วงก็หายได้เอง นับเป็นการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลเพราะเป็นการใช้เกินความจำเป็น ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งจากการไปซื้อยากินเองและการไปขอรับการรักษาที่สถานพยาบาล
เป็นที่ทราบกันดีว่าการดื้อยาที่ถูกชักนำให้เกิดขึ้นในสัตว์สามารถแพร่กระจายสู่การดื้อยาในมนุษย์ได้ เมื่อภาคปศุสัตว์ได้รับการร้องขอให้ยุติการใช้โคลิสตินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะด่านสุดท้ายที่ใช้รักษาการติดเชื้อดื้อยาขั้นร้ายแรงในมนุษย์ ก็ได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากผู้ประกอบการรายใหญ่บางแห่ง สำหรับผู้ประกอบการและผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ ภาครัฐก็จะมีมาตรการต่างๆ ออกมาควบคุมกำกับต่อไป เช่น เสนอแนะให้มีการควบคุมที่ทะเบียนยา หรือควบคุมช่องทางการจำหน่าย
ในส่วนของการใช้ยาปฏิชีวนะในมนุษย์ น่ากังวลว่าอัตราการใช้ในโรคท้องร่วง-อาหารเป็นพิษ รวมทั้งหวัด ไอ เจ็บคอ ของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขยังมีค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 50 ส่วนในภาคเอกชนจะมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่านี้มาก ทั้งที่โดยมาตรฐานควรต่ำกว่าร้อยละ 20 แต่เรากลับยังไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งจากภาครัฐซึ่งเป็นมาตรการที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนได้แก่สถานพยาบาลภาครัฐ เอกชน และร้านขายยา ในการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะให้เป็นไปอย่างสมเหตุผลเพื่อลดอัตราการใช้ลงสู่เกณฑ์มาตรฐาน
“นโยบายการใช้ยาปฏิชีวนะ” ภายในฟาร์มปศุสัตว์ของบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มักมีความชัดเจนและถูกนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ภายใต้การควบคุม ดูแลใกล้ชิดจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น 1. การใช้ยาเพื่อการรักษาและควบคุมโรคเท่านั้น 2. การใช้ยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. 3. การไม่ใช้ยาปฏิชีวนะต้องห้าม และ 4. การหยุดใช้ยาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนส่งสัตว์เข้าโรงชำแหละ ทั้งหมดก็เป็นเพราะความจำเป็นในการควบคุมมาตรฐานอาหารปลอดภัยตามที่ลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องการ
เป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดการลดใช้ยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์จึงมีความจริงจังและได้รับความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี
สาเหตุน่าจะมาจากแรงจูงใจ คือการมีเงื่อนไขเชิงเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อน ทั้งนี้ด้วยมาตรฐานสากลของประเทศคู่ค้าของไทยมีความเข้มงวดในสารตกค้างอย่างมาก โดยบริษัทผู้ผลิตอาหารจากเนื้อสัตว์ที่ต้องการยกระดับสินค้าของตนเองให้เป็นมาตรฐานโลก จึงร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน Food Safety ตอบสนองความต้องการของประเทศคู่ค้า หากไม่ทำย่อมกระทบคุณภาพสินค้าและการยอมรับของผู้บริโภค
ในทางกลับกันแรงจูงใจในการซื้อขาย จ่ายยาปฏิชีวนะในมนุษย์กลับเป็นแรงจูงใจด้านตรงข้าม กล่าวคือ ประชาชนมีความเข้าใจว่ายาปฏิชีวนะเป็นคำตอบของการเจ็บป่วยที่พบบ่อย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดและยังขาดความตระหนักว่ายาปฏิชีวนะเป็นยาอันตรายและก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา จึงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่ผู้ขายและผู้จ่ายยาส่วนหนึ่งจะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ด้วยการจ่ายยาปฏิชีวนะให้แม้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แทนการให้คำอธิบายซึ่งใช้เวลามากและอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้รับบริการ วงจรการซื้อขาย จ่ายยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อดังกล่าว จึงทับถมและขยายวงกว้างจนเป็นวิกฤติอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากภาครัฐอย่างเพียงพอ
แล้วเราจะทำอย่างไร? ให้มนุษย์หันมาสนใจ “สุขภาพ” ของตัวเอง และหลีกหนีหนทางสู่วิกฤติเชื้อแบคทีเรียดื้อยาให้ได้มากที่สุด ทำอย่างไรจะสร้างการตระหนักรู้ในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
บททดสอบง่ายๆ...ลองถามตัวเองสักคำ “วันนี้คุณหยุดซื้อยา-หยุดขาย-หยุดจ่ายยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อแล้วหรือยัง?” ถ้ายัง ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร? เพราะการไม่ลงมือกระทำทันทีในวันนี้ ทุกคนจะไม่มียาปฏิชีวนะเหลือไว้ใช้ในเวลาอันใกล้
--------------------
ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล
วุฒิบัตรกุมารเวชศาสตร์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และประธานคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.)









