รายงานข่าวของรอยเตอร์ที่ผ่านมาเรื่องการคาดการณ์ว่า ทางการจีนจะมีการประกาศราคาทองคำที่ซื้อขายในตลาด Shanghai
Gold Exchange (SGE) ที่อ้างอิงกับเงินหยวน (a new yuan-denominated gold benchmark) สำหรับกลุ่มสมาชิกจำนวน 18 ราย ซึ่งประกอบด้วยธนาคารจีนขนาดใหญ่ที่เป็นธนาคารของรัฐจำนวน 4 ราย และสมาชิกอื่นๆ เช่น Standard Chartered และ ANZ เป็นต้น ในวันที่ 19 เมษายนที่จะถึงนี้ ถ้าหากเกิดขึ้นจริงแล้ว ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับจีนในการที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำและจะกลายเป็นคู่แข่งในตลาดการค้าทองคำโลกที่มีศูนย์กลางที่ London และ New York แม้ว่าจะยังไม่มีผลต่อราคาทองคำโลกโดยทันที (http://mobile.reuters.com/article/idUSL3N17G2W4)
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวนี้ก็ได้ก่อให้เกิดกระแสข่าวลือเรื่องผลกระทบที่จะตามมาต่อระบบการเงินโลกด้วย ซึ่งผู้อ่านควรจะต้องระมัดระวังและพิจารณาข้อมูลต่างๆ บนพื้นฐานของเหตุผลอย่างรอบคอบและหนักแน่น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่เกินจริง ยกตัวอย่างเช่น
ข่าวลือที่ว่า ทางการจีนซึ่งถือเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรสหรัฐจำนวนมาก จะมีการทุ่มขายเงินดอลลาร์ออกมาจำนวนมากด้วย และจะกำหนดค่าเงินหยวนอิงกับทองคำแทนนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นจริงที่จีนจะเทขายเงินดอลลาร์ออกมาจำนวนมาก เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อจีนเองที่จะทำให้มูลค่าของเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐที่จีนยังมีเหลืออยู่นั้นต้องมีค่าลดลงไปด้วย
หรือข่าวลืออีกกระแสที่ว่า จีนจะค่อยๆ ผ่องถ่ายทรัพย์สินที่เป็นเงินดอลลาร์ พันธบัตร และตราสารทางการเงินอื่นๆ ของสหรัฐที่ตนเองถืออยู่ให้ไปอยู่ในรูปของหลักทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อในภายหลังแล้ว จะได้ใช้ทองคำที่มีอยู่มาหนุนหลังเงินหยวน และทำให้เงินหยวนกลายเป็นเงินสกุลหลักแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเงินหยวนจะมีทองคำหนุนหลังอยู่ ตามแนวคิดของระบบมาตรฐานทองคำในอดีตนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นจริงเช่นกัน
เหตุผลสำคัญก็เพราะว่า แม้ว่าจีนจะมีแรงจูงใจที่จะผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักที่ยอมรับได้ในตลาดเงินโลก (Freely convertible currency) ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการผลักดันเงินหยวนให้ได้รับการยอมรับจาก IMF ให้เข้าไปอยู่ในระบบ SDR (Special Drawing Rights) และแม้ว่าจีนจะมีการกระจายการถือครองหลักทรัพย์อื่นให้มากขึ้นและถือเงินดอลลาร์สหรัฐให้น้อยลง (ในทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน) เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จีนจะผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกโดยการอิงกับระบบมาตรฐานทองคำเหมือนในอดีต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า การที่เงินหยวนจะกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจีนมีทองคำหนุนหลังที่เพียงพอให้สามารถนำเงินหยวนมาไถ่ถอนคืนหรือไม่นั่นเอง เพราะการที่โลกจะหวนคืนสู่ระบบมาตรฐานทองคำก็จะเท่ากับว่าได้ย้อนกลับไปประสบเจอกับปัญหาข้อจำกัดเดิมๆ ในอดีตด้วย เช่น ผลกระทบจากการที่โลกมีปริมาณทองคำที่ค่อนข้างจำกัดที่มีผลต่อภาวะเงินฝืดในอดีต หรือผลกระทบจากการค้นพบแหล่งทองคำใหม่ในอดีตที่มีผลต่อภาวะเงินเฟ้อของโลก เป็นต้น นอกจากนี้ ด้วยขนาดปริมาณการค้าและเทคโนโลยีของโลกในปัจจุบันและในอนาคตที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ทำให้เปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของธุรกรรมการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในระบบ credit และ e-commerce ที่อาศัยการหักบัญชีระหว่างกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วโลกนั้นทำได้ง่ายโดยไม่ต้องมีการใช้ธนบัตรที่มีทองคำหนุนหลัง เพื่อมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในทุกๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดอีกต่อไป
ในทางกลับกัน จีนเองน่าจะอยากให้เงินหยวนของตนเป็นเงินสกุลหลักในระบบการเงินโลกแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่าที่จะเป็นระบบมาตรฐานทองคำอย่างในอดีตด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าจีนจะได้รับประโยชน์มากกว่านั่นเอง เพราะการที่เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักในระบบการเงินโลกอย่างในปัจจุบันนี้พร้อมๆ ไปกับเงินสกุลหลักอื่นๆ นั้น จะเปิดโอกาสให้จีนสามารถบริหารจัดการกับหนี้สินของจีนจำนวนมากที่อยู่ในรูปของเงินหยวนที่มากกว่าในรูปของเงินตราต่างประเทศได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่า เพราะจีนจะมีความสามารถในการเพิ่มปริมาณเงินที่จะกลายเป็นเงินสกุลหลักเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจของจีนได้มากกว่าในระบบมาตรฐานทองคำ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกปราศจากปัญหาเรื่องเงินเฟ้อด้วยนั่นเอง
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ข่าวลือเรื่องที่จีนจะมีการทุ่มขายเงินดอลลาร์จำนวนมากออกมา หรือเรื่องที่จีนจะพยายามผลักดันเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักโดยการใช้ทองคำหนุนหลังตามระบบมาตรฐานทองคำนั้น จึงไม่น่าจะเป็นความจริงแต่ประการใด








