วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นโยบายดีแต่ต้องระวัง

คณะกรรมการโครงการ สานพลังประชารัฐทั้ง 12 คณะ

 ที่รัฐบาลเริ่มจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้กำหนดจัดประชุมหารือ เพื่อกำหนดแผนงานในวันจันทร์ที่ 18 เม.ย.นี้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน และการประชุมในครั้งนี้หากมีแผนเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะถือเป็นครั้งแรกที่เริ่มเดินหน้านโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา คณะทำงานชุดต่างๆ เพียงแต่อยู่ในขั้นของการรวบรวมข้อมูล และเสนอแผนดำเนินการ

หากต้องการเข้าใจนโยบายประชารัฐ เราต้องย้อนกลับไปที่เริ่มต้นเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และหากต้องการเข้าใจให้มากขึ้นจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงจะเข้าใจนโยบายที่รัฐบาลเห็นว่ามีความสำคัญกับอนาคตของประเทศ ซึ่งจุดเริ่มต้นของนโยบายก็เนื่องมาจากวิกฤติหลายด้านในสังคมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทำให้ต้องหาทางออกในการแก้ปัญหา โดยรัฐบาลหวังว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ประชาชนและภาคธุรกิจในการแก้ปัญหาหรือช่วยผลักดันการพัฒนาประเทศจะช่วยแก้ปัญหาที่รากฐานได้

ขณะนี้คณะกรรมการชุดต่างๆ ได้นำเสนอแนวความคิด หรือแผนดำเนินการต่อรัฐบาลแล้ว แต่นโยบายดังกล่าวยังมีหลายประเด็นที่น่าพิจารณาอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มธุรกิจเข้ามามีบทบาทสำคัญค่อนข้างมาก และหากดูเป้าหมายของนโยบายประชารัฐจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ แม้จะมีบางด้านที่มุ่งไปที่เรื่องการศึกษาและการพัฒนาวิจัย แต่ก็เป็นกรอบกำหนดทิศทางเพื่อสนองการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ

แน่นอนว่าแผนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจถือว่าไม่มีความซับซ้อน เมื่อเทียบประเด็นทางสังคมอื่นๆ เช่น การกระจายรายได้ การพัฒนาอย่างเท่าเทียมหรือเรื่องความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นการวางแผนหรือวางกรอบการพัฒนาสามารถทำได้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะทำอะไรและเมื่อไร ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้รวมอยู่ในแผน แต่เป็นการประเมินอย่างคร่าวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของประชาชนบ้าง โดยสามารถหยิบยกเป็นตัวเลขหรือผลประโยชน์เป็นเม็ดเงินได้ไม่ยากนัก

จากการติดตามการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ก็ไม่ปรากฏว่ามีตัวแทนภาคประชาชนเข้ามาร่วม และมีปากเสียงเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นจึงเท่ากับว่าโดยหลักใหญ่แล้วแนวทางการพัฒนาตามนโยบายประชารัฐเป็นนโยบายที่สั่งการมาจากด้านบนลงไป เหมือนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอดีต โดยกำหนดลงไปว่าจะมีการพัฒนาอะไรบ้างจากหน่วยงานในรัฐบาลกลาง ส่วนประชาชนเป็นเพียงผู้ที่ต้องปรับตัวให้กับแนวทางการพัฒนาเท่านั้น

หากตราบใดที่ยังไม่มีตัวแทนจากภาคประชาชนที่แท้จริงเข้าร่วม ซึ่งก็ยังสงสัยว่าคณะทำงานของรัฐบาลมีกระบวนการคัดเลือกกันอย่างไร เราก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 ฝ่ายได้เต็มปากนัก แต่เป็นความร่วมมือกำหนดทิศทางประเทศระหว่าง 2 ฝ่ายเป็นหลัก คือ ภาคธุรกิจและรัฐบาลซึ่งใช้กลไกราชการ ดังนั้นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในกลไกดังกล่าวจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังและรอผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนในอดีต

ดังนั้น ความหวังที่ว่าจะสร้างนโยบายประชารัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อรับผลกระทบจากวิกฤติด้านต่างๆนั้น อาจจะไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้จากนโยบายการสร้างความเข้มแข็งภายใน และแนวทางการพัฒนาก็ไม่ต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต แต่ในครั้งนี้อาจมีผลกระทบเชิงลึกมากขึ้น เมื่อบรรดานักธุรกิจที่เข้ามาเสนอแนวทางมีบทบาทค่อนข้างมาก และหากทุกอย่างทำเพื่อสนองเชิงธุรกิจแล้ว และไม่มีมาตรการที่รัดกุมเพียงพอ ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นมหาศาล