13 เมษายนวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ไทย
กำหนดตามสุริยคติตรงกับวันที่ 13-14-15 เมษายนคือ การเคลื่อนที่ย้ายที่พระอาทิตย์ย่างขึ้นสู่ราศีเมษ
13 เม.ย. วันปีใหม่วันมหาสงกรานต์ การละเล่นสาดน้ำ
14 เม.ย. วันเนาคือวันพักผ่อน หรือวันที่ชาวบ้านพากันไปทำบุญ
15 เม.ย. วันเถลิงศกหรือพระยาวันหรือพญาวันขึ้นศักราชใหม่ พิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตย่างขึ้นปีใหม่เรียกอีกอย่าง ว่ารับปีใหม่
ตามจารึกวัดพระเชตุพนเล่าว่าเศรษฐีคนหนึ่งไม่มีลูก บ้านเศรษฐีอยู่ใกล้บ้านนักเลงสุราซึ่งมีลูก 2 คนผิวเหลืองผ่องพรรณเหมือนทอง
มาวันหนึ่งนักเลงสุรา เดินเข้าไปด่าเศรษฐีถึงกระไดบ้าน เศรษฐี ก็งงว่า ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองทำไมมาด่ากันได้
นักเลงสุรา ตะโกนตอบไปว่าถึงท่านมีสมบัติมากมาย ก็สูญเปล่าเพราะไม่มีลูก สืบสมบัติ เราต่างหากมีลูกถึง 2 คน ประเสริฐกว่าท่านเศรษฐี
เศรษฐี ได้ฟังอย่างนั้นก็พูดในใจ ว่า เห็นจะจริง จึงคิดกับเมียจะบวงสรวงขอลูกจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์
ตั้งอธิษฐาน ทั้งพยายามด้วยตัวเอง ขอให้มีลูกนานถึง 3 ปี แต่ก็ไม่มีเสียที
อยู่ๆ มาถึงวันสงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษเศรษฐี พาบริวารไปที่ต้นไทรมีฝูงนกอาศัยจำนวนมาก ที่ริมฝั่งแม่น้ำเศรษฐี เอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงบูชาพระไทร บรรดานักดนตรีที่ประโคมปี่พาทย์ ตั้งอธิษฐานขอมีลูกจากต้นไทร
พระไทร เกิดสงสารเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์พระอินทร์ ได้ให้ธรรมบาลเทพบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์เมียเศรษฐี
เมื่อครรภ์ครบกำหนด ได้คลอดออกมาเป็นชายให้ชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร และปลูกปราสาท 7 ชั้นที่ใต้ต้นไทร ริมฝั่งแม่น้ำนั้นให้ธรรมบาลกุมารอยู่
ธรรมบาลกุมาร จึงรู้ภาษานกและเรียนไตรเพท จบเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์
เมื่อความทราบถึงท้าวกบิลผู้ที่ชาวโลกทั้งหลาย พากันนับถือ
ท้าวกบิลพรหมองค์จึงลงมาถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ทำสัญญากันไว้ว่าถ้าฝ่ายใดแพ้จะถูกตัดหัว
ปัญหานั้นมีว่า
ข้อ1 เช้าราศีอยู่แห่งใด
ข้อ2 เที่ยงราศีอยู่แห่งใด
ข้อ3 ค่ำราศีอยู่แห่งใด
ธรรมบาลกุมารขอเวลา 7 วันล่วงไป 6 วัน ก็ยังคิดไม่ออกก็หนีไปนอนใต้ต้นตาล มีนกอินทรี 2 ผัวเมียทำรังอยู่
แล้วได้คำตอบว่า
เช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงล้างหน้าในตอนเช้า
เที่ยงราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก
ค่ำราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงล้างเท้าก่อนนอน
ครั้นรุ่งขึ้นท้าวกบิลมหาพรหม ได้คำตอบ จึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง 7 อัน เป็นบริจาริกาพระอินทร์ พร้อมบอกว่า ตนจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร
แต่ศีรษะนั้นถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้โลก ถ้าทิ้งไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง
ธิดาผู้ใหญ่เอาพานมารับพระเศียรบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที จึงเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธธุลี เขาไกรลาสบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ
พระเวสสุกรรม มาเนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว 7 ประการ ชื่อภควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดาต่างก็นำเอาเถาฉมูนาค ลงมาล้างในสระอโนดาต 7 ครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุก ๆพระองค์
ครั้นถึงครบ 365 วัน โลกสมมติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์นางเทพธิดา 7 องค์จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลมหาพรหม ออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปีแล้วกลับไปเทวโลก
ลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหม คือ นางสงกรานต์ซึ่งมีชื่อต่างๆ กันและมีดอกไม้เครื่องประดับ อาหารอาวุธ และสัตว์เป็นพาหนะประจำต่างกันด้วย
ปี 2559 นี้นางสงกรานต์ได้แก่ “มณฑาเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตร (นอนลืมตา) มาเหนือหลังคัสพะ(ลา)เป็นพาหนะ
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในเรื่องของนาคให้น้ำ ซึ่งมีตั้งแต่ตัวเดียวถึงเจ็ดตัว
ถ้าปีใดนาคให้น้ำตัวเดียว ปีนั้นฝนจะอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าปีใดมีนาคให้น้ำมากกว่าหนึ่งตัว ฝนจะตกน้อยลงเพราะนาคมักจะเกี่ยงกันนั่นเอง









