วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องปฏิรูปวิธีคิดของคนไทย จึงจะสร้างประชาธิปไตยได้

วลี “กับดักของประเทศรายได้ปานกลาง” เป็นเพียงการกล่าวถึงปรากฏการณ์ของสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจ

โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดในกรอบทุนนิยม จะต้องวิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของประเทศลึกไปกว่านั้น ผมเคยเสนอว่า ปัญหาของไทยน่าจะเป็นเรื่องการติดกับดักของชนชั้นนำผู้มีสติปัญญาความรู้ ความสามารถระดับปานกลางของประเทศมากกว่า 

การที่ไทยได้รัฐบาล/ชนชั้นนำผู้นำระดับปานกลาง (ไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือการรัฐประหาร) เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ดีกว่าไทย น่าจะเชื่อมโยงมาจากการจัดการศึกษาและการบริหารจัดการต่างๆ แบบท่องจำความรู้ตามตำราและเลียนแบบวิธีการของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้ฝึกฝนให้คนไทยรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีประจักษ์พยาน หรือการทดลองที่พิสูจน์ยืนยันได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แม้ชนชั้นนำ/ชนชั้นกลางไทยจะได้เรียนสูงรวมทั้งพวกที่ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย แต่ไม่ได้ค้นคว้าเรียนรู้และเข้าใจสังคมไทยที่เป็นจริงแบบรู้จักวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน และสร้างหรือประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสังคมไทย ซึ่งหมายถึงการพัฒนาเพื่อคนส่วนใหญ่

ต่างจากญี่ปุ่นซึ่งเริ่มเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตกส่งคนไปเรียนต่างประเทศ และนำเข้าความรู้เทคโนโลยีจากตะวันตกในยุคเดียวกับไทย (สมัยรัชกาลที่ 5) แต่ญี่ปุ่นเอาจริงเอาจังมากกว่า ส่งคนไปเรียนทุกด้าน (รวมทั้งเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี) แปลหนังสือดีๆ ออกมาอย่างขนานใหญ่ ปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมด้านต่างๆ กระตุ้นให้ประชาชนสนใจอ่าน หมั่นเรียนรู้ มีการวิจัยและการพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการแบบทุนนิยมสมัยใหม่ ญี่ปุ่นจึงพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ทันประเทศตะวันตกและไปไกลกว่าไทยมาก

การจัดการศึกษาและวัฒนธรรมกระบวนการคิด การเรียนรู้ของคนไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของวัฒนธรรมความคิดความเชื่อเก่า แบบเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อโชคลาง บุญบารมีของคนชั้นสูง ระบบอุปถัมภ์ คิด 2 ขั้วสุดโต่งแบบคับแคบ ขณะที่ชาวยุโรปและอเมริกันในยุคทำให้โลกสว่างด้วยเหตุผล (The Enlightenment เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เริ่มคิดอย่างมีเหตุผล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่เปิดกว้าง เสรี ที่นำไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยในอเมริกาและฝรั่งเศส และการปฏิรูปทางสังคมในประเทศอื่นๆ ตามมา

สังคมยุโรปเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วเป็นสังคมแบบศักดินาที่เจ้าขุนมูลนาย เจ้าที่ดิน แตกต่างจากประชาชนทั่วไป ทั้งในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษามาก ประชาชนคิดและเชื่อแบบจารีตนิยม แต่การพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวด้านการให้การศึกษา การพิมพ์หนังสือ มีห้องสมุดสาธารณะ มีร้านกาแฟที่มีหนังสือให้อ่านและคุยกันเรื่องสังคม การแสดงละครและศิลปวัฒนธรรม มีการนำความคิดของนักปรัชญาในยุคทำให้โลกสว่างด้วยเหตุผล เช่น นิวตัน, โคเปอร์นิกัส, กาลิเลโอ, ฟรานซิล เบคอน, จอห์น ลอค, ยังยาก รุสโซ, วอลแตร์, มองเตสกิเออ, อาดัม สมิธ ที่เน้นเรื่องเหตุผลของมนุษย์เองมากกว่าเรื่องศรัทธา ความเชื่อ ในเรื่องโชคลางของขลัง องค์กรรวบอำนาจทางศาสนา และการเมืองแบบเก่า แบบงมงาย ไปอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ และนำไปเขียนเป็นบทละคร นวนิยาย ที่ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

นวนิยายและละคร รวมทั้งความเรียงของวอลแตร์และรุสโซ ที่วิพากษ์วิจารณ์ความล้าสมัยของสังคมเก่า ทำให้คนหัดคิด เข้าใจปัญหามากขึ้น นั้นเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนมาก หนังสือชุดสารานุกรมความรู้ทั่วไปที่เป็นผลงานร่วมกันของนักคิดนักเขียนฝรั่งเศสร้อยกว่าคนเสนอความรู้ใหม่ที่เป็นเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นหนังสือชุด 28 เล่ม ที่ทยอยออกมากว่าในรอบยี่สิบกว่าปีก่อนการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ที่ขายดีทั้งในฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียง มีการแลกเปลี่ยนความรู้ แปลหนังสือ และการเผยแพร่ในประเทศอื่นๆ อย่างแพร่หลายด้วย

ประชาชนทั่วไป เช่น พ่อค้า ช่างฝีมือ นักวิชาชีพต่างๆ สนใจอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจ อยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมกันมาก พวกเขาสนใจในการอ่าน การถกปัญหาเรื่องศาสนา สังคม และเรื่องต่างๆ ในร้านกาแฟ ในสมาคมฝึกการพูดและโต้วาที ในหอพักของคนงานก่อสร้าง การอ่านนวนิยายและไปดูละครเสียดสีวิพากษ์วิจารณ์สังคมกันอย่างคึกคัก

ในอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกาเหนือ คนอเมริกันเริ่มตื่นตัวต่อต้านการเก็บภาษีมากไปของรัฐบาลเจ้าอาณานิคม หนังสือเล่มเล็กๆ เรื่อง “จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม” ของทอมัส เพน ที่อธิบายว่าทำไมอเมริกาจึงควรประกาศอิสรภาพเป็นสาธารณรัฐใหม่มากกว่าจะเป็นอาณานิคมภายใต้รัฐบาลกษัตริย์ที่มีอำนาจสมบูรณ์ ขายได้เป็นแสนเล่ม ในประเทศที่มีประชากรราว 3-4 ล้านคน และมีการนำไปอ่านออกเสียงให้ทหารและประชาชนฟังอีกด้วย การปฏิวัติประชาธิปไตยในอเมริกา (ค.ศ. 1776) และฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่ตื่นตัวอย่างกว้างขวาง

การพัฒนาระบบทุนนิยมและประชาธิปไตยของไทย เป็นการนำเข้าแบบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เป็นทุนนิยมที่มาทีหลังทุนนิยมยุโรปราวร้อยกว่าปี ที่ค่อยๆ ขยายตัว และเป็นทุนนิยมที่เป็นบริวารของบรรษัทข้ามชาติ ชนชั้นเจ้าที่ดินขุนนางไทยปรับตัวให้อยู่ต่อในระบบเศรษฐกิจกึ่งนายทุน กึ่งศักดินา ไทยไม่ได้เกิดนายทุนชนชั้นกลางที่ต้องต่อสู้ทางความคิดและช่วงชิงอำนาจจากชนชั้นศักดินาเหมือนในยุโรป ความคิดคนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ได้พัฒนาการผ่านยุคทำให้โลกสว่างโดยเหตุผล แบบในยุโรป อเมริกา ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการต่อสู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลง คนไทยยุคปัจจุบันถึงจะอยู่ในโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น มีโทรศัพท์ มือถือดิจิตอลใช้กันมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ล้าหลังคือ ยังเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ โชคลาง ความคิดแต่โบราณ มากกว่าจะคิดอย่างมีเหตุผล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (มีหลักฐานพยาน พิสูจน์ยืนยันได้

ประชาชนไทยไม่ควรมอง 2 ขั้วสุดโต่งแบบเลือกเข้าข้างและฝากความหวังไว้ที่ชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทางออก หรือแนวทางที่จะปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง ประชาชนไทยต้องช่วยกันคิดวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองสังคมไทยกันอย่างวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิรูปให้คนไทยส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมการอ่าน มีความอยากรู้ อยากเห็น คิด วิเคราะห์ อย่างมีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ เราจึงจะมีหนทางปฏิรูปประเทศได้จริง