ฝ่ายการเมืองหลายกลุ่ม ได้ออกมาแสดงจุดยืน
ต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยหลายกลุ่มได้คัดค้านการพ่วงคำถามให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีของการปฏิรูปการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยบางคนเห็นว่าเป็นคำถามชี้นำและเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แต่หากติดตามความขัดแย้งทางความคิด ทั้งต่อร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ เราจะเห็นได้ว่าเป็น 2 ขั้วความคิดที่ไม่มีวันพูดคุยกันรู้เรื่อง
ท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักความสงบแห่งชาติ(คสช.) ล่าสุดออกมาตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์ว่า “อยากถามแล้วมันทำให้ประเทศเลวร้ายลงมากกว่าเดิมหรือไม่ ประชาชนมีความทุกข์มากขึ้นหรือเปล่า หรือนักการเมืองที่ไม่ดีจะเป็นจะตาย เกรงว่าจะทำอะไรที่เลวร้ายเหมือนที่เคยทำมาไม่ได้อีก อยากถามว่าที่ผ่านมาแก้ปัญหาอะไรสำเร็จบ้าง โดยไม่มีปัญหาตามมา ทั้งนโยบายประชานิยมที่ได้สร้างความเสียหาย ประชาชนแตกแยก”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า “วันนี้คสช.ทำอะไรไม่สนใจ ทำเป็นไม่รู้ ไม่เข้าใจ ถ้าคิดแบบนี้ หรือต่อต้านไม่เป็นไร ทั้งที่เป็นเรื่องที่ดีเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน ไม่ให้ทำการบุกรุกป่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเสียผลประโยชน์เพราะกฎหมายออกไม่ได้ รวมถึงกฎหมายทางการค้าที่ไม่ทันสมัย“ และย้อนกลับไปถามอีกว่า ” หลายสิบปีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงไม่เกิด และหากได้มาเป็นรัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร วันนี้ที่ออกมาโวยวายทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ที่ผ่านมาทำไมไม่ออกมา"
หากประเมินจากท่าทีของคสช. จะเห็นว่ายังเดินหน้าตามแผนการปฏิรูปประเทศ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักการประชาธิปไตยก็ตาม เพราะต้องการแก้ปัญหาทั้งหมดที่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากหากจะให้คนที่คุ้นเคยกับระบบประชาธิปไตยมาหลายสิบปีจะสามารถยอมรับได้ และเราเชื่อว่าความขัดแย้งสองขั้วก็ยังมีอยู่ต่อไป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ แต่มีประเด็นสำคัญอย่างยิ่งที่นักการเมืองไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญที่หัวหน้าคสช.ตั้งเป็นประเด็นไว้
พล.อ.ประยุทธ์ได้ตั้งคำถามต่อนักการเมือง มาหลายครั้งหลายหนเมื่อมีโอกาสว่า “รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำไมไม่ทำ” ซึ่งนายกรัฐมนตรีหมายถึงมาตรการแก้ปัญหาต่างๆที่คสช.ทยอยออกมาเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีนักการเมืองที่เคยบริหารประเทศตอบคำถามเหล่านี้อย่างจริงจังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสมัยที่บริหารงานอยู่นั้นทำไมไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนกระทั่งปัญหามีมากขึ้น เช่นเกี่ยวกับการบิน ประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น
หากพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว ถือว่าเป็นประเด็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้จะเป็นคำถามธรรมดาทั่วไปที่ดูเหมือนเป็นการตอบโต้ทางการเมือง แต่หากพยายามหาคำตอบแล้วก็อาจจะพบปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยก็เป็นได้ ซึ่งในที่สุดแล้วก็คือปัญหาประชาธิปไตยของไทยนั่นเอง แต่คำถามต่อมาก็คือเราไม่เคยตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับระบบประชาธิปไตยและหาทางออกร่วมกันอย่างแท้จริง เราจึงมีฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้านในทุกเรื่อง
แน่นอนว่าในสังคมประชาธิปไตย ความขัดแย้งหรือเห็นไม่ตรงกันทางความคิดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สังคมช่วยกันถกเถียงหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด แม้ทุกคนไม่เห็นด้วย แต่ก็จำเป็นต้องมีทางออกของสังคม ดังนั้น เราหวังว่าความขัดแย้งในที่เกิดขึ้นต่อร่างรัฐธรรมนูญ และประชามติในครั้งนี้จะมีทางออกที่ดี จนไม่นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ในอนาคต








