ความเปลี่ยนแปลงภายในประเพณี“สงกรานต์” ปรากฏอย่างแจ่มชัดมานับยี่สิบปี/สามสิบแล้ว จากเดิมที่เป็นประเพณี
ที่แต่ละชุมชนดำเนินการกันเองและมุ่งเน้นที่จะตอบสนองความสัมพันธ์ภายในชุมชนของตนเอง เช่นการเล่นสงกรานต์เชียงใหม่ในสมัยสามสิบปีก่อน กลุ่มหนุ่มสาวของแต่ละวัดก็จะเดินทางกันไปที่แม่น้ำปิงเพื่อเล่นน้ำและขนทรายกลับมาที่วัดในชุมชนของตน พร้อมกับการรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในวัด
พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างหรือกลางตอนบน เช่นนครสวรรค์ก็จะเน้นการเล่นน้ำและทำพิธีกรรมกันในแต่ละวัดของแต่ละชุมชน ซึ่งจะจัดขึ้นไม่พร้อมกันอันทำให้การเล่นสงกรานต์ยาวนานกว่าที่อื่นๆ (ซึ่งผมชอบมากเพราะได้บริโภคสุราพื้นบ้านที่หลากหลายและอร่อยไม่ซ้ำกัน)
เชียงใหม่สมัยก่อน (ผมเป็นบ่าวจี๋) แม้ว่าจะเริ่มใช้รถกะบะขนน้ำไล่สาดคนตามท้องถนนแล้ว แต่ก็ยังไม่หนาแน่นนักและโดยมากก็จะตระเวนไปในหลายพื้นที่เช่นสันกำแพงป่าซางลำพูน วัยรุ่นคนเมืองก็มักจะไม่ตีกันเองแต่จะตีพวกหนุ่มกรุงเทพฯที่เดินเที่ยว พร้อมกับปะแป้งแก้มสาวเชียงใหม่ซึ่งวัยรุ่นเชียงใหม่เห็นว่า ไม่ถูกต้องและเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีตัวเอง
ในช่วงหลังโดยเฉพาะปัจจุบันนี้ การเล่นสงกรานต์กระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่มากขึ้น และเป็น “พื้นที่รวม” ที่จะสร้าง “ความสนุกสนาน” ได้อย่างยาวนาน เพราะพื้นที่นั้นเป็น “พื้นที่ว่างเปล่า” ไม่มีชุมชนเดิมอยู่ กิจกรรมที่บรรจุในพื้นที่รวมนี้จึงเกิดขึ้นบนความรู้สึกร่วมกันอย่างสำคัญ
พื้นที่รอบคูเมืองเชียงใหม่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้าง “พื้นที่รวม” ที่เกิดขึ้น จากชุดความรู้สึกร่วมกันชุดหนึ่งของผู้คนที่ได้เข้ามาร่วมสร้างกิจกรรมวันสงกรานต์ คนแก่รุ่นผมและก่อนหน้าผมจะไม่เล่นน้ำริมคูเมือง โดยมักจะคิดและอ้างกันว่าน้ำไม่สะอาดพอ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเล่นน้ำวันสงกรานต์มีความหมายไม่ใช่แค่เล่นน้ำ หากแต่มีความหมายของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มในชุมชนหนึ่งๆ ดังนั้นการเล่นน้ำในที่ว่างเปล่าจึงไม่มีเสน่ห์แต่ประการใด (แม้จิ๊กโก๋สมัยนั้นจะกินเหล้าฉลองสงกรานต์ก็เน้นกินเหล้าในบริเวณที่สาธารณะของชุมชนฮา)
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทุกแห่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างไพศาล รวมทั้งเชียงใหม่ด้วย) ได้ทำให้พื้นที่และความสัมพันธ์ภายในชุมชนในพื้นที่เมืองสูญสลาย
ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมากของเมืองและของสังคมเศรษฐกิจไทยก้าวจมเข้าสู่การทำงานในระบบแบ่งงานกันทำเข้มข้นมากขึ้น การทำงานมาอย่างยาวนานตลอดหนึ่งปีได้ก่อให้เกิดความแปลกแยกในชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง ลองนึกถึงพนักงานในห้างร้านที่ต้องทำงานเฉพาะส่วนของตนเอง ตลอดปีตลอดชาติโดยที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ผลของงานตนเองไปต่อเชื่อมกับส่วนอื่นๆ ตรงไหนอย่างไรและผลกำไรที่ได้ก็ไม่ได้ลงมาสู่มือพวกเขาเลย
พร้อมกันนั้นการดำเนินชีวิตประจำวันที่แปรเปลี่ยนให้ต้องมีชีวิตท่ามกลางความหลากหลายของผู้คน ล้วนก่อให้เกิดความตึงเครียดต่อเนื่องลองนึกถึงการทำงานในระบบที่ต้องเผชิญหน้าลูกค้าหลากหลายต่างคนต่างใจ ที่พนักงานต้องสยบอารมณ์ความรู้สึกตนเองทุกรูปแบบเพื่อรองรับอารมณ์ของลูกค้าหรือชีวิตที่ต้องเดินทางบนถนนทุกวันเพื่อทำงาน ก็ต้องเผชิญกับความตึงเครียดอันเกิดจากการจราจรที่ไร้ระบบทั้งจากผู้ขับขี่รถต่างๆ และจากตำรวจจราจรที่เหมือนกับคอยจ้องจับผิดตลอดเวลา
ชีวิตที่แปลกแยกและตึงเครียดมาตลอดอย่างยาวนาน จึงทำให้ผู้คนพร้อมที่จะระเบิดอารมณ์ใส่กันได้โดยง่ายในพื้นที่สาธารณะ เช่นบนท้องถนน เพราะความรู้สึกที่ถูกกดทับในที่ทำงานไม่สามารถระบายออกได้จึงต้องหาทางออกในพื้นที่อื่นๆ
หากทำการสำรวจให้กว้างขวางว่าแต่ละคนมีความสุขดีไหมในที่ทำงานตนเอง ผมเชื่อว่าการสำรวจจะพบว่าจำนวนมากกว่ามากจะระบุว่ามีความสุขน้อย/ความทุกข์มาก ไม่ว่าความทุกข์นั้นจะมาจากนายจ้าง หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงลูกน้อง เราต่างคนต่างต้องทนเพื่ออยู่รอดเท่านั้นเอง
แต่ต้องบอกกันก่อนนะครับว่า สังคมทุนนิยมทุกแห่งก็เป็นแบบนี้ครับ เพียงแต่ว่าดีกรีจะต่างกันระบบของสังคมเศรษฐกิจไทยได้สร้างให้คนจำนวนน้อยนิดมีอำนาจผูกขาดในหน่วยงาน/บริษัท ยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดและความแปลกแยกให้มีมากกว่าในสังคมเศรษฐกิจที่ระบบมีความเสมอภาค และมีการกระจายอำนาจการตัดสินใจที่ดีกว่า
ด้วยความแปลกแยกและความตึงเครียดที่ทวีมากขึ้นในสังคม ประเพณี “สงกรานต์” ได้เข้ามามีบทบาทตอบสนองผ่อนคลาย ความตึงเครียดนี้ไปชั่วขณะหนึ่ง เพื่อจะทำให้ผู้คนกลับไปทนกับความตึงเครียดและความแปลกแยกได้อีกหนึ่งรอบปี
ประเพณี “สงกรานต์” สามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดีและตอบสนองได้มากกว่าวันประเพณีอื่นๆ เพราะตัว “กิจกรรม” ในวันสงกรานต์เองได้ช่วยลดทอนความตึงเครียดของการถูกกดทับมานานด้วยการทำ “สงครามน้ำ” ที่ตนเองเป็นผู้กระทำ/กระแทก/สาดไปสู่คนอื่นได้อย่างเสรี พร้อมกันนั้นในช่วงสงกรานต์ลำดับชั้นทางสังคมทั้งหมดที่ดำรงอยู่ในยามปรกติ ก็ถูกทำให้เท่าเทียมกันอย่างไม่เลือกหน้า หากนายกรัฐมนตรีลงมาเดินรอบคูเมือง เราก็สามารถที่จะสาดน้ำได้อย่างที่ไม่ต้องกลัวถูกเรียกไปปรับทัศนคติ เพราะหากไม่อยากถูกสาดน้ำก็จงอยู่ในบ้านอย่าออกมาข้างนอก
ประเพณี “สงกรานต์” เปิดให้ทุกคนสามารถที่จะทำอะไรข้ามจารีต/ข้อบังคับทางสังคมได้อย่างไม่มีใครถือสากัน รอบคูเมืองเชียงใหม่จึงเป็นวัน “ปล่อยความรู้สึกอย่างเสรี” ของเพศที่สามที่จะล้วง/จับ/ล้อม/ชายหนุ่มรูปหล่อ และชายหนุ่มทำได้อย่างเดียว (หากไม่ชอบ) ก็คือหนีให้ได้ (ลูกศิษย์ชายสวยของผมคนหนึ่งบอกไว้ว่าในช่วงนี้ต้องระวังไม่เข้าร้านเหล้าบางร้าน เพราะจะมีกลุ่มเพศที่สามรอสกรัมหนุ่มหล่ออยู่)
ความรู้สึกร่วมกันของผู้คนจำนวนมากเช่นนี้เอง จึงได้เกิดกระบวนการสร้าง “พื้นที่รวม” เพื่อที่จะปลดปล่อยตัวตนข้ามพ้นกฏระเบียบใดๆ ในสังคมและก่อให้เกิดการเล่นสงกรานต์รอบคูเมืองเชียงใหม่
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อทำความเข้าใจประเพณี “สงกรานต์” ที่แปรเปลี่ยนมา ซึ่งมีหน้าที่ทางสังคมแบบใหม่อีกชุดหนึ่ง และอาจจะกล่าวได้ว่าหากไม่มี “วันสงกรานต์” ลักษณะนี้ ความแปลกแยกและความตึงเครียดก็อาจจะทวีมากขึ้น เพราะไม่มีช่องทางระบายใดๆ
แน่นอนนะครับว่า ผมไม่ได้หมายความว่าถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยๆ ไป ไม่ต้องทำอะไรเพราะที่สำคัญคือเราต้องคิด และความเข้าใจอะไรทั้งหมดที่แปรเปลี่ยนมาในสังคมไทยก่อน เพื่อจะพยายามร่วมกันสร้างความหมายใหม่ๆ ที่ทำหน้าที่ตอบสนองสังคมได้ดีกว่าครับ






