วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การพัฒนาแบบหมาเห็นเงา (3)

ในตอน 1 ผมเกริ่นไว้ว่าคอลัมน์นี้ได้พูดถึงอาร์เจนตินาและเวเนซุเอลาแล้วหลายครั้ง แต่ยังมิได้มองจากด้านการพัฒนา

แบบหมาเห็นเงา วันนี้ขอพูดถึงคร่าว ๆ จากมุมมองนี้

เรื่องราวของอาร์เจนตินาคงเป็นที่ทราบกันดีแล้ว เนื่องจากสื่อและนักวิชาการพูดถึงกันมากหลังจากเมืองไทยเริ่มนำนโยบายแนวประชานิยมมาใช้ในปี 2544 อาร์เจนตินาคล้ายสหรัฐอเมริกาหลายอย่าง รวมทั้งมีพื้นที่ราบกว้างใหญ่เหมาะสำหรับเกษตรกรรม และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกคล้ายกัน ยกเว้นของอาร์เจนตินากำหนดว่า จะต้องไม่มีทาสและต้องมีศาสนาประจำชาติเป็นนิกายโรมันคาทอลิก พื้นที่ราบกว้างใหญ่นำไปสู่การใช้เกษตรกรรมเป็นฐานของการพัฒนาประเทศคล้ายกัน ความแตกต่างเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสหรัฐมีส่วนเป็นหัวจักรใหญ่ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากมีทั้งนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ในขณะที่อาร์เจนตินาแทบไม่มี นอกจากนั้น เนื่องจากกระบวนการเมืองของอาร์เจนตินาถูกครอบงำแบบแทบเบ็ดเสร็จโดยมหาเศรษฐีที่ดินซึ่งคุมภาคเกษตรกรรม แนวการพัฒนาประเทศจึงถูกครอบงำโดยคนกลุ่มนี้ซึ่งมีวิสัยทัศน์คับแคบมาก พวกเขายึดผลประโยชน์ของพวกตนเท่านั้นเป็นที่ตั้งทั้งที่ร่ำรวยมหาศาลแล้ว

นักการเมืองมหาเศรษฐีที่ดินซึ่งรวยไม่รู้จักพอ กำหนดนโยบายการพัฒนาแบบหมาเห็นเงา กล่าวคือ สิ่งที่คิดว่าจะทำให้พวกตนร่ำรวยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นกลายเป็นเพียงเงา ทั้งนี้เพราะความเหลื่อมล้ำที่ตามมานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพิษต่อทั้งพวกตนและประเทศชาติเมื่อมีนักการเมืองหัวใสให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่า รัฐบาลจะให้ผลประโยชน์สูงมาก หากตนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี คำมั่นสัญญานั้นนำไปสู่ความพลิกผันสำคัญยิ่งทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา มหาเศรษฐีที่ดินสูญอำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศเมื่อแพ้การเลือกตั้ง อาร์เจนตินาเดินเข้าสู่ทางตันของการพัฒนาเมื่อใช้นโยบายประชานิยมแบบเข้มข้น จนในที่สุดล้มละลายหลายต่อหลายครั้ง และพัฒนาต่อมาแบบล้มลุกคลุกคลาน ความโลภและเห็นแก่ได้ของพวกมหาเศรษฐีที่ดินมีผลทำให้พวกเขาต้องสูญสิ่งที่มีอยู่ในมือไปด้วย

เวเนซุเอลาไม่มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่สำหรับใช้เพื่อทำเกษตรกรรมจำพวกทำไร่ข้าวโพดและกิจการปศุสัตว์ขนาดยักษ์ หากมีที่ดินเหมาะสำหรับการเพราะปลูกขนาดเล็กอันเป็นกิจการผลิตอาหารรวมทั้งการผลิตกาแฟและโกโก้เพื่อส่งออก การพัฒนาของเวเนซุเอลาจึงเริ่มจากเกษตรกรรมขนาดเล็กซึ่งทำรายได้โดยทั่วไปได้น้อยกว่ากิจการในอาร์เจนตินา อย่างไรก็ดี เวเนซุเอลาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังการค้นพบน้ำมันปริมาณมหาศาล รายได้จำนวนมากจากการสูบน้ำมันขายซึ่งดูจะได้มาอย่างง่ายดาย นำไปสู่การดำเนินนโยบายการใช้จ่ายแบบไม่รัดกุม รวมทั้งการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากขึ้นโดยหวังว่าโรงงานเหล่านั้นจะทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว

แต่โรงงานส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากชาวเวเนซุเอลาไม่มีความเชี่ยวชาญทางกิจการอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการ หรือด้านเทคโนโลยี ยิ่งกว่านั้น โรงงานเหล่านั้นยังถูกซ้ำเติมด้วยความฉ้อฉลของบุคคลในระดับต่างๆ อย่างแพร่หลายอีกด้วย นโยบายในด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกษตรกรละทิ้งชนบทเพื่ออพยพเข้าเมืองไปทำงานในโรงงาน ไม่นานต่อมาชาวเวเนซุเอลาก็ลืมภูมิปัญญาในภาคเกษตรกรรมและเริ่มนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ในช่วงที่น้ำมันราคาสูง รายได้จากการขายน้ำมันเพียงพอสำหรับการซื้ออาหาร การใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาล และการขาดทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำ ชาวเวเนซุเอลาบางส่วนถึงกับอดอยากทันที

นักพัฒนามักเรียกปรากฏการณ์ในแนวของของเวเนซุเอลาว่าถูก “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) มันทำให้ชาวเวเนซุเอลาเสมือนเริ่มมีตาและปัญญามืดบอด รายได้จากการขายน้ำมันในช่วงเวลาหลายสิบปีซึ่งรวมกันเป็นจำนวนมหาศาลอันตรธารไปสิ้น แทนที่จะร่ำรวยด้วยเศรษฐกิจแนวใหม่ เวเนซุเอลากลับยากจนและล้มละลายหลายครั้ง

เรื่องราวของสองประเทศในอเมริกาใต้นี้มีบทเรียนหลายอย่าง ในส่วนของอาร์เจนตินาอาจมองว่าความอยากร่ำรวยเพิ่มขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุดของบรรดามหาเศรษฐีนำไปสู่จุดพลิกผันสำคัญยิ่ง แต่ไม่เฉพาะพวกเขาเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับสภาพก้อนเนื้อหลุดจากปาก หากเป็นคนทั้งประเทศด้วย บทเรียนนี้น่าจะเป็นที่ใส่ใจของทั้งบรรดามหาเศรษฐีและผู้นำของประเทศ ปรากฏการณ์เช่นการยึดครองย่านธุรกิจในมหานครนิวยอร์ก (Occupy Wall Street) โดยผู้ไม่พอใจมหาเศรษฐีบ่งชี้ว่าประเทศก้าวหน้าก็จะมีปัญหาไม่ต่างกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เรื่องอาร์เจนตินามีรัฐธรรมนูญคล้ายของสหรัฐ แต่พัฒนาให้ก้าวหน้าไม่ได้น่าจะบ่งชี้ว่าแนวการปกครองอาจมิใช่ตัวปัญหา การกำหนดให้มีศาสนาประจำชาติก็ไม่ช่วยอะไร ไทยจึงประสบปัญหาแบบหมาเห็นเงาที่คิดว่าการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเมื่อปี 2475 จะพาไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ตรงข้ามการชิงสุกก่อนห่ามครั้งนั้น ทำให้เมืองไทยตกอยู่ในวังวนของการปกครองโดยทหารสลับกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ถึง 20 ครั้ง

บทเรียนจากเวเนซุเอลาในบริบทปัจจุบันคงมีสองอย่างด้วยกัน นั่นคือ การใช้เงินที่อาจได้มาแบบง่ายดายอย่างสุรุ่ยสุร่ายจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่หลวงเสมอ บทเรียนนี้ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศและในกระบวนการพัฒนา อย่าทอดทิ้งเกษตรกรรมจนลืมภูมิปัญญาในด้านการผลิตอาหารของตนเอง ด้วยความตระหนักดีถึงบทเรียนข้อนี้ ประเทศก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมทั้งหลายจึงไม่ยอมทอดทิ้งภาคเกษตรกรรม จะเห็นว่าสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นใช้เงินสนับสนุนภาคเกษตรกรรมปีละมากๆ อย่างต่อเนื่อง