ทุ่มเททำอะไรอย่างหนักหนาสาหัสมาเลย พวกเขาเพียงแต่ทำในสิ่งที่รู้สึกสนุกและรักที่จะทำเท่านั้น
ปัจจุบันบริษัทไทยที่มีหุ้นจดทะเบียนอยู่ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ควบคู่กัน (Dual Listing) มีอยู่จำนวน 4 บริษัท คือ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (ศรีตรัง)
ทีมงานของผมได้เข้าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ศรีตรังเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 ในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของศรีตรังแก่ประชาชนทั่วไปในประเทศไทยและแก่นักลงทุนสถาบันในประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งการนำหุ้นของศรีตรังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ด้วย ซึ่งสามารถดำเนินการเป็นผลสำเร็จเมื่อต้นปี พ.ศ. 2554
ธุรกิจของศรีตรังได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดทั้งด้านการผลิตและการส่งออก ทำให้ศรีตรังต้องไปมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งผมก็ได้เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่ศรีตรังตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีกรณีที่น่าสนใจและผมต้องทำงานร่วมกับนักกฎหมายชั้นนำของต่างประเทศหลายเรื่อง เช่น การใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป
(EU Competition Law) การเข้าร่วมกระบวนการอนุญาโตตุลาการในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และหลักการ Corporate Governance ในหลายประเทศที่ศรีตรังไปร่วมทุน
ศรีตรังเป็นผู้ผลิตน้ำยางข้น ยางแผ่น และยางแท่งจากยางพาราเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยได้จำหน่ายวัตถุดิบนี้ไปทั่วโลก และถือเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตถุงมือยางแบบที่ใช้ทั่วไปและแบบที่ใช้ในทางการแพทย์รายใหญ่ของโลกด้วย เฉพาะสำหรับประเทศไทยหากสังเกตให้ดีจะพบว่าในโรงพยาบาลต่างๆ จะมีกล่องถุงมือติดยี่ห้อ Sri Trang วางอยู่แทบทุกห้อง
ศรีตรังเป็นกิจการที่ริเริ่มโดยครอบครัวสินเจริญกุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มี ดร.ไวยวุฒิ สินเจริญกุลเป็น หัวเรือใหญ่ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันมาหลายปีนั้น ผมสังเกตว่า ดร.ไวยวุฒิ เป็นคน Low Profile และสนุกกับการทำงานของตนเองมาก และเนื่องจากประเทศสิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายวัตถุดิบจากยางพาราของภูมิภาคนี้ ดร.ไวยวุฒิ จึงได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ประจำที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อดูแลการขายวัตถุดิบจากยางพาราอันเป็นสินค้าหลักและถือเป็นหัวใจของธุรกิจของศรีตรัง และใช้เครื่องมือ video conference ในการบริหารงานด้านการผลิตในประเทศไทยมาแล้วหลายปี
ทุกครั้งที่มีโอกาสคุยกันถึงเรื่องธุรกิจและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ดร.ไวยวุฒิ จะเล่าเรื่องราวต่างๆ และ แนวคิดของตนเองให้ผมฟังอย่างสนุกสนาน ผมรู้สึกได้ถึงความสุขและความสนุกในการทำงานของ ดร. ไวยวุฒิ ซึ่งวิธีการทำงานแบบนี้ของ ดร.ไวยวุฒิ เป็นลักษณะเด่นของเจ้าของธุรกิจรวมทั้งนักธุรกิจและนักบริหารที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากที่ผมเคยทำงานด้วย นั่นคือ สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็น 'งาน' ซึ่งมีทั้งความกดดันและ
สร้างความเบื่อหน่ายนั้น ดร.ไวยวุฒิและบุคคลเหล่านี้กลับไม่ได้มองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็น 'งาน' ในความหมายของคนทั่วไป แต่มองว่ามันคือเรื่องที่สนุกท้าทาย ทำให้มีความกระตือรือร้น มีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า อยากมีความรู้เพิ่ม อยากทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำ 'งาน' อยู่ด้วยซ้ำไป
เคยมีหลายคนพูดไว้ว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้นั้นจะต้องทุ่มเทแลกมันมาอย่างสาหัสสากรรจ์ (pay the price) แต่หากคนที่พูดและเข้าใจเช่นนี้มีโอกาสได้ไปถามคนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายก็อาจต้องประหลาดใจอย่างที่สุดเพราะจะได้รับคำตอบว่า คนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองได้ทุ่มเททำอะไรอย่างหนักหนาสาหัสมาเลย พวกเขาเพียงแต่ทำในสิ่งที่รู้สึกสนุกและรักที่จะทำเท่านั้น
การสนุกกับงานที่ทำเช่นนี้ตรงกับบทความที่ผมอ่านพบเมื่อเร็วๆ นี้ที่แนะนำว่าเราสามารถหยุดทำงานได้โดยไม่จำต้องเกษียณก่อนถึงเวลาที่กำหนดหรือเวลาที่ควรจะเป็น เพราะเราสามารถหยุดทำงานได้อีกวิธีหนึ่งเสมอคือ
take the 'work' out of work and have fun ซึ่งคงเป็นดั่งคำสอนของขงจื๊อที่ว่า Choose a job you love, and you will never have to work a day in your life.






