วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาเพิ่มความโปร่งใส

การนำเอกสารลับ ของบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง

ในปานามา มาเผยแพร่ ถือเป็นการรั่วไหลด้านข้อมูลครั้งใหญ่ ที่มีการพาดพิงไปถึงบรรดาผู้คนที่มีชื่อเสียงมากมาย รวมถึงผู้นำภาครัฐ และทำให้ผู้นำไอซ์แลนด์ตกที่นั่งลำบาก หลังจากข้อมูลในปานามาเปเปอร์ส กล่าวหาว่าเขาและภรรยาใช้บริษัทแห่งหนึ่งในต่างแดนซุกซ่อนเงินลงทุน จนชาวไอซ์แลนด์ออกไปชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งแม้นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ปฏิเสธว่าไม่ได้อะไรผิด แต่ก็ได้ประกาศลาออกในที่สุด

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในไอซ์แลนด์ โดยธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งของไอซ์แลนด์ล้มละลายเมื่อปี 2551 หลังจากกู้ยืมเกินตัวเพื่อนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยก่อนล้มละลายนั้น ธนาคารเหล่านี้มีหนี้สินรวมกันมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศถึงกว่า 3 เท่า การล้มละลายของธนาคารทำให้เกิดวิกฤติการเงิน เศรษฐกิจถดถอยหนัก และต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

นอกจากไอซ์แลนด์แล้ว ยังมีกรณีของชิลีที่หัวหน้าหน่วยต่อต้านคอร์รัปชันได้ลาออกหลังจากมีชื่อปรากฏในปานามาเปเปอร์ส ล่าสุดปานามาเปเปอร์สพ่นพิษที่ออสเตรีย เมื่อผู้บริหารธนาคารระดับภูมิภาคแห่งหนึ่ง ประกาศลาออกแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และแสดงความเชื่อมั่นว่าธนาคารไม่ได้ทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมายเช่นกัน หลังจากชื่อของธนาคารไปปรากฏในเอกสารที่รั่วไหลออกมาจากบริษัทกฎหมาย มอสแซคฟอนเซกา ของปานามา

สำหรับประเทศอื่นนั้น ก็ตื่นตัวและตรวจสอบกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐ ปากีสถาน และอีกหลายประเทศ รวมถึงสำนักงานสรรพากรของออสเตรเลีย ที่เปิดสอบสวนเรื่องนี้ร่วมกับตำรวจ คณะกรรมการอาชญากรรม และหน่วยต่อต้านการฟอกเงิน กรณีที่มีชื่อชาวออสเตรเลีย 800 คนปรากฏในเอกสาร ทั้งนี้ การมีธุรกรรมการเงินในต่างแดนไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่มีความหวั่นวิตกว่าอาจมีการใช้เพื่อซุกซ่อนสินทรัพย์จากสรรพากร หรือใช้ฟอกเงินจากอาชญากรรม หรือซุกซ่อนทรัพย์สินอย่างไม่เหมาะสม

ขณะที่ประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทกฎหมาย มอสแซคฟอนเซกา อย่างปานามา ปรากฏว่าผู้นำประเทศประกาศจะตั้งคณะกรรมการอิสระ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อประเมินวิธีปฏิบัติในปัจจุบัน และเสนอมาตรการเพื่อสร้างความโปร่งใส แก่ระบบการเงินและระบบกฎหมาย พร้อมย้ำว่าปานามาจะร่วมมือกับประเทศต่างๆ หลังจากมีข้อมูลรั่วไหลออกมา ในส่วนของไทยนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง. ระบุกำลังรวบรวมข้อมูล และจะมีการแถลงให้ทราบในวันนี้ (8 เม.ย.)

แม้การไปทำธุรกรรมทางการเงินในต่างแดน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่การเพิ่มความโปร่งใสในด้านต่างๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่ายและเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น หากหลายประเทศใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบเพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และหากเห็นว่ามีช่องโหว่ ก็จัดการปรับปรุงแก้ไข รวมถึงเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีอันเอื้อประโยชน์ต่อส่วนรวมในที่สุด