เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเล่าเรื่องบริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนปลูกกล้วยในละตินอเมริกา บริษัทเหล่านั้นสร้างปัญหาร้ายแรง
ถึงขั้นเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเจ้าภาพเนื่องจากบริษัทขาดจรรยาบรรณ ประเทศเหล่านั้นได้ส่วนแบ่งจากกิจการเพียงเล็กน้อยในขณะที่นักการเมืองและเจ้าพนักงานของรัฐอาจร่ำรวยด้วยสินบนจากบริษัท สุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศถูกทำลายจากการใช้สารเคมีและการทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาปลูกกล้วย
วันนี้ขอเล่าต่อว่าสารเคมีหลายอย่างถูกสั่งห้ามใช้ในสหรัฐหลังจาก Rachel Carson พิมพ์ผลการศึกษาออกมาเมื่อปี 2505 เรื่อง Silent Spring หนังสือถูกต่อต้านอย่างหนักจากบริษัทผลิตสารเคมี แต่มีผลดีที่ทำให้ชาวอเมริกันตระหนักและกดดันให้รัฐบาลห้ามใช้หลายอย่าง และก่อตั้งองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อดูแลระบบนิเวศ
สารเคมีที่มีผลร้ายแรงโดยตรงต่อสุขภาพเป็นจำพวกยาปราบแมลงและวัชพืชคนงานในไร่ที่ใช้สารเคมีเหล่านั้น ได้รับผลกระทบสูงมากจากการเป็นหมัน ถึงแท้งลูกและเป็นมะเร็ง เรื่องเหล่านี้มีผลการวิจัยยืนยันและบางเรื่องถึงขั้นขึ้นโรงศาลในสหรัฐจนบริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหาย เป็นไปได้สูงว่าถ้าบริษัทจีนเข้ามาปลูกกล้วยอย่างกว้างขวางในเมืองไทย คนงานไทยจะได้รับผลกระทบเช่นนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะเหตุสองประการ นั่นคือ ประการแรก จรรยาบรรณของบริษัทจีนโดยทั่วไปไม่สูงนัก คนไทยส่วนใหญ่คงได้ยินเรื่องการใส่สารแปลกปลอมเข้าไปในนมและในอาหารและการใช้สารตะกั่วในสีแล้ว เกี่ยวกับประเด็นนี้มีหนังสือที่เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงเรื่อง Poorly Made in China ของ Paul Midler ซึ่งคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 15 มกราคม 2553 นำมาเสนอแล้ว
ประการที่สอง การบังคับใช้กฎหมายในเมืองไทยไม่น่าไว้วางใจนัก ทุกวันนี้จึงมีข่าวจำพวกการบุกรุกป่าและการปล่อยน้ำโสโครกลงแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง นี่ยังไม่นับเรื่องความล่าช้าอันน่าอดสูของการทำคดีเกี่ยวกับลูกมหาเศรษฐีขับรถชนตำรวจตาย สำหรับการใช้สารเคมีในนาในไร่รัฐบาลจะไม่อนุญาตให้ใช้อะไรและควบคุมอย่างรัดกุมเพียงไหนผมไม่มีข้อมูลมาเสนอ
แต่เมื่อไม่นานมานี้มีปรากฏการณ์ที่น่ากังวลยิ่ง นั่นคือ ในโครงการส่งเสริมการศึกษาของมูลนิธินักอ่านบ้านนาและกัลยาณมิตร พวกเราเข้าไปสนับสนุนนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่กลางทุ่งนาให้ทำสวนครัวอินทรีย์ วันหนึ่งชาวนาจ้างคนงานมาพ่นยาฆ่าหญ้าในแปลงนาติดกับสวนครัว ปรากฏว่ามะละกอที่เด็ก ๆ ปลูกไว้ในสวนครัวเฉาทันที เหตุการณ์นั้นและปรากฏการณ์เช่นในทุ่งนาหาไส้เดือนได้ยาก สอนเด็กให้ตระหนักถึงผลกระทบร้ายแรงของสารเคมี มะละกอที่เฉาลงทันตาเห็นนั้น ทำให้ผมอดนึกถึงคนงานพ่นสารเคมีที่สูดไอของมันเข้าไปในปอดทุกวันไม่ได้ ห่วงว่าในวันข้างหน้าพวกเขาจะเป็นหมันและมะเร็งเช่นเดียวกับคนงานในละตินอเมริกา
นอกจากปัจจัยเฉพาะการปลูกกล้วยดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยทั่วไปที่เมืองไทยควรพิจารณาเพื่อปฏิเสธการลงทุนแนวนั้นอีกด้วยกล่าวคือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นการสืบสานการพัฒนาแบบหมาเห็นเงาที่เราทำผิดพลาดมานานแล้วให้ขยายต่อไป เราเป็นหมาเห็นเงาเพระคิดว่าการเปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบผสมผสานอันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมไปเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะทำให้เกษตรกรมั่งคั่ง หลังเวลาผ่านไปหลายสิบปี ตัวชี้วัดบ่งชัดว่า ความมั่งคั่งมิได้เกิดขึ้นตามความคาดหมาย ตรงข้ามเกษตรกรส่วนใหญ่กลายเป็นลูกหนี้และจำนวนมากสูญที่ทำกิน ในขณะเดียวกันคุณภาพของดินและสิ่งแวดล้อมเลวลง เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ศัตรูพืชระบาดได้ง่ายส่งผลให้ต้องใช้สารเคมีที่มีผลกระทบร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นยังมีการทำลายป่าอย่างกว้างขวางเพื่อนำที่ดินมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย ณ วันนี้ เมืองไทยจึงมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่ไม่มากส่งผลให้ดินถล่มทลายเมื่อฝนตกใหญ่ทุกครั้ง
ในนิทานเรื่องหมาเห็นเงา หมาไม่สามารถเอาก้อนเนื้อที่หลุดจากปากตกลงไปในน้ำคืนได้ แต่การพัฒนาแบบหมาเห็นเงาที่เราทำผิดพลาดมานั้นส่วนใหญ่ยังสามารถนำกลับคืนมาได้ โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรหันกลับไปทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานให้กว้างขวางขึ้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้มักมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า จะเป็นการส่งเสริมให้ย้อนกลับไปสู่สมัยหิน ตรงข้ามมันเป็นการกลับสู่สามัญแบบก้าวหน้าซึ่งมีฐานทางวิชาการมั่นคง ประเด็นนี้มีคำอธิบายอยู่ในบทความของคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง “สามเหลี่ยมที่มีค่ากว่าทองคำ”
อนึ่งการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานนั้นจะทำได้ตลอดปีก็ต่อเมื่อเกษตรกรมีแหล่งน้ำที่ไม่เหือดแห้ง เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มิได้อยู่ในเขตชลประทาน การเข้าถึงแหล่งน้ำจึงมักทำได้ด้วยการขุดสระสำหรับเก็บน้ำฝน แต่เท่าที่ผ่านมา เราไม่มีการวิจัยเรื่องการใช้สระน้ำเนื่องจากเรื่องนี้ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนใส่ใจข้าราชการและนักวิชาการก็มิได้สนใจค้นคว้าหาความรู้ เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลส่งข้าราชการออกไปสำรวจว่าชาวบ้านมีสระน้ำกันมากน้อยเพียงไรอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ภัยแล้ง แต่ข้อสรุปเป็นเช่นไรและจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรยังไม่ปรากฏชัด
ในฐานะผู้เติบโตในทุ่งนาและยังมีญาติพี่น้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยเกษตรกรรม ซึ่งส่วนหนึ่งขุดสระขนาดใหญ่เก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง ขอเรียนว่านอกจากการปลูกป่าให้กลับคืนมาในพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพด และทำรีสอร์ทแล้ว ระบบสระน้ำคือคำตอบ หลายครั้ง ผมอ้างถึง “สระพวง” หรือสระจำนวนมากในพื้นที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณของชาวอินเดีย แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ปรากฏว่าได้ผลดีเช่นกัน
ฉะนั้น หากรัฐบาลไม่ฝังใจอยู่แต่เฉพาะในเรื่องที่ว่าการพัฒนาต้องมาจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ หรือถูกครอบงำความคิดโดยธุรกิจขนาดยักษ์และนักวิชาการที่ยึดตำราล้าสมัยควรเร่งนำเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณา เพื่อยุติการพัฒนาแบบหมาเห็นเงาในด้านการเกษตร








