วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อผู้ชนะไม่ชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ (2)

บทความฉบับที่แล้วได้พูดถึงกรณีที่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สามารถชำระค่าประมูล

    และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ Federal Communications Commission (FCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในสหรัฐไปแล้ว บทความฉบับนี้ผู้เขียนจะพูดถึงข้อพิจารณาทางกฎหมายที่สำคัญๆ ที่อาจนำมาปรับใช้กับกรณีของบริษัท แจส บรอดแบนด์ โมบาย จำกัด ที่ไม่สามารถนำเงินประมูลงวดแรกมูลค่า 8,040 ล้านบาท พร้อมทั้งหนังสือค้ำประกันจากธนาคารมามอบให้แก่ กสทช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 กันบ้าง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 เกี่ยวกับกรณีนี้ โดยมีสาระสำคัญคือ จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz อีกครั้งภายในเดือนมิถุนายน 2559 โดยมีราคาเริ่มต้นประมูลที่ 75,654 ล้านบาท (และหากไม่มีผู้ใดสนใจเข้าร่วมประมูล ก็จะเว้นระยะเวลาการนำคลื่นย่าน 900 MHz มาประมูลออกไปเป็นเวลา 1 ปี) ตลอดจนแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบความเสียหายที่ กสทช. อาจเรียกจาก แจส โมบาย เนื่องจากกรณีดังกล่าว โดยคาดว่าจะสรุปความเสียหายได้ภายใน 30 วัน

    ในประเด็นการเรียกค่าเสียหายนี้ หากนำไปเปรียบเทียบกับกรณีการผิดนัดชำระค่าประมูลของ Northstar กับ SNR Wireless ที่ได้กล่าวถึงในบทความคราวที่แล้ว ปรากฏว่าหลักในการเรียกค่าเสียหายจากผู้ผิดนัดดังกล่าวมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนในกฎที่ใช้สำหรับการประมูลคลื่นชุด AWS-3 ว่าให้ผู้ผิดนัดชำระค่าเสียหายสองส่วนคือ ส่วนต่างระหว่างราคาประมูลเดิมที่ Northstar กับ SNR Wireless มีหน้าที่ต้องชำระ และราคาประมูลครั้งใหม่ ทั้งนี้ FCC ยังไม่ได้กำหนดราคาเริ่มต้นประมูลครั้งใหม่ เนื่องจากยังไม่สามารถกำหนดเวลาที่จะประมูลใหม่ได้ โดยราคาเริ่มต้นสำหรับการประมูลใหม่จะต้องพิจารณาราคาที่เหมาะสม ณ ขณะนั้น ค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่งคือค่าปรับที่กำหนดไว้ในกฎการประมูลคลื่น AWS-3 โดยกำหนดไว้ที่ร้อยละ 15 ของราคาประมูลที่มีการผิดนัดหรือราคาประมูลใหม่ (แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า) การเรียกค่าเสียหายจากผู้ผิดนัดในสหรัฐจึงมีหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจนทำให้ลดปัญหาการโต้เถียงและภาระในการนำสืบความเสียหายของ FCC

    สำหรับประเทศไทย หลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายคือ ผู้ที่เสียหายจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองได้รับความเสียหายอย่างไร หากเป็นความเสียหายที่เป็นตัวเงิน ก็ต้องพิสูจน์จำนวนเงินนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล

    ดังนั้น หากมีการจัดประมูลรอบใหม่ที่ราคาเริ่มต้น 75,654 ล้านบาทและมีผู้ชนะการประมูลที่ราคานี้หรือราคาอื่นที่สูงกว่า ก็น่าพิจารณาว่ารัฐไม่ได้รับความเสียหายในส่วนของค่าประมูลหรือหากจะถือว่ารัฐได้รับความเสียหายเนื่องจากได้รับค่าประมูลช้ากว่ากำหนดการเดิม ความเสียหายดังกล่าวก็น่าจะเท่ากับจำนวนดอกเบี้ยที่รัฐอาจได้รับจากการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหาผลตอบแทน (หรือเท่ากับดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี) ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่แจส โมบาย ผิดนัดจนถึงวันที่ กสทช. ได้รับชำระค่าประมูลจากผู้ประกอบการรายอื่นที่ชนะการประมูลครั้งใหม่เท่านั้น

    ในกรณีตรงกันข้าม หากไม่มีผู้ประกอบการรายใดสนใจเข้าร่วมประมูลในราคาเริ่มต้นที่ 75,654 ล้านบาทเลย และ กสทช. จะนำคลื่นย่าน 900 MHz เก็บไว้เป็นเวลา 1 ปีก่อนนำมาประมูลใหม่อีกครั้ง ในกรณีดังกล่าวก็มีประเด็นที่น่าพิจารณาว่าจะถือว่ารัฐได้รับความเสียหายและไปเรียกร้องจากแจส โมบายได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากข้อ 5 วรรคสอง ของหนังสือยินยอมของผู้ขอรับใบอนุญาตตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 895 - 915 MHz / 940 - 960 MHz (ประกาศฯ) นั้นระบุไว้ชัดเจนว่า ในกรณีผู้ชนะการประมูลไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขก่อนรับใบอนุญาตให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้ชนะการประมูลนั้นสละสิทธิ์ที่จะได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ตามประกาศฯ และคณะกรรมการสงวนสิทธิ์ที่จะริบหลักประกันการประมูล (ซึ่งในกรณีนี้คือ 644 ล้านบาท)

    นอกจากนั้น ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อบางแห่งว่าแจส โมบายอาจต้องรับผิดสำหรับจำนวนเงินประมูลที่ตนเองประมูลได้ทั้งหมดนั้น ผู้เขียนยังสงสัยว่าจะมีเหตุทางกฎหมายประการใดมาสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากประกาศฯ และหนังสือยินยอมของผู้ขอรับใบอนุญาตข้างต้นก็ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน

    โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า บทเรียนที่สำคัญจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือ หน่วยงานของรัฐที่จะจัดให้มีการประมูลในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคตควรจะต้องพิจารณาออกกฎเกณฑ์การประมูลให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เพราะการฟ้องร้องติดตามค่าเสียหายจากผู้ที่ชนะการประมูลแต่ไม่สามารถชำระค่าประมูลได้นั้น นอกจากจะต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่อาจใช้ระยะเวลานานและยังไม่มีความแน่นอนว่าผลของคดีความเป็นอย่างไรแล้ว ยังกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมซึ่งน่าจะเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของการประมูลด้วย

    แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้านะครับ

    ----------------------

    ภูริตา ธนโชคโสภณ / พีรจิต จันทรโมลี

    บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด