วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การพัฒนาระบบ MRV ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย

การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มประชากรของโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น

และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงได้ ดังจะเห็นได้จากภัยพิบัติรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก เช่น ภัยแล้งรุนแรงพายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ระดับน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น แผ่นดินไหว สาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อนเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิวเพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อน และจากกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนทุกคนก็มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากที่พักอาศัยอาคารประเภทต่างๆ การเดินทางโดยรถยนต์เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงฟอสซิว

แม้ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะมีนโยบายต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 พันล้านตัน ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอันดับที่ 25 ของโลกคิดเป็นร้อยละ 0.81 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดทั่วโลกและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

ประเทศไทยจะจัดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และไม่ได้เป็นผู้ปล่อยรายใหญ่ของโลก แต่ก็ได้แสดงความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยมีการเตรียมความพร้อมและจัดทำแผนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับประเทศ เพื่อนำเสนอต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ณ ปี 2573 โดยใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมการลดการขนส่งทางถนนเป็นการเพิ่มการขนส่งทางราง การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานขจัดการบุกรุกป่า รณรงค์ปลูกป่า

แม้ว่าการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศเสนอไปเป็นพื้นฐานไม่ใช่การบังคับตัวเลขเป้าหมาย แต่ก็จัดเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของประเทศที่ต้องส่งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและให้มีการประเมินผลเป็นระยะๆ เพื่อทบทวนว่าการดำเนินงานของประเทศจะสามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งผลการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกให้มีความถูกต้องน่าเชื่อถือจำเป็นต้องมีระบบการตรวจวัด การรายงานและทวนสอบ (MRV) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยหรือที่ลดลงได้จากการดำเนินงานดังกล่าว การพัฒนาระบบ MRV จึงมีความสำคัญมาก

ที่ผ่านมา ระบบ MRV ที่ใช้สำหรับประเมินและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ขององค์กร (คาร์บอนฟรุตปริ๊นองค์กร:CFO) หรือของผลิตภัณฑ์ (คาร์บอนฟรุตปริ๊นผลิตภัณฑ์:CFP) จะอ้างอิงวิธีการของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC, 2006) ซึ่งระบบ MRV ของCFO/CFP จะช่วยส่งเสริมข้อได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการพัฒนาธุรกิจไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร โดยมีเป้าหมายในการผลิตที่ยั่งยืน

นอกจากระบบ MRV สำหรับประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับชาติแล้ว ประเทศไทยยังมีการพัฒนาระบบ MRV ขึ้นในประเทศที่ใช้สำหรับกลไกการควบคุมและลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ ได้แก่ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศ (T-VETS) ซึ่งมีความเข้มงวดเนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากโครงการที่ผ่านการรับรองที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” สามารถนำไปซื้อขายได้ ในการดำเนินระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบ MRV ที่น่าเชื่อถือสำหรับภาคธุรกิจโดยระบบ MRV ที่พัฒนาขึ้นมาใช้ตามหลักการที่ยอมรับตามมาตรฐานสากลและมีความถูกต้อง โปร่งใส สอดคล้อง สมบูรณ์ และสามารถเปรียบเทียบได้เพื่อให้ได้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ รวมทั้งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนเชิงนโยบายในระดับชาติต่อไป

หน่วยปฏิบัติการวิจัยการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในการพัฒนาระบบ MRV สำหรับโครงการ/มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นระบบ MRV ในระดับโครงการ เป็นเครื่องมือในการติดตามตรวจวัดปริมาณการปล่อยและลดก๊าซเรือนกระจก ช่วยปรับปรุงให้กิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องสามารถบรรลุเป้าหมายของกิจกรรมตามที่ได้วางแผนไว้ระบบ MRV จะมีการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณของการตรวจวัด รายงานและทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยจะพัฒนาตามแนวทางของกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM)

ที่สำคัญสามารถนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับการวางแผนและกำหนดนโยบายสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโรงงานเอง ระดับภาคอุตสาหกรรม และระดับประเทศรวมถึงระดับนานาชาติ ให้เกิดประสิทธิภาพและความก้าวหน้าอย่างแท้จริงต่อไปได้ในอนาคต ดังนั้นหนึ่งในกิจกรรมของหน่วยปฏิบัติการวิจัย คือการพัฒนาระบบ MRV ให้เป็นต้นแบบสำหรับภาคอุตสาหกรรม การดำเนินระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและระดับประเทศ รวมทั้งเป็นหน่วยงานทวนสอบในกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังได้มีการจัดอบรมเผยแพร่เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับโครงการ ระดับภาคอุตสาหกรรม และระดับประเทศ

การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำ เพราะว่าเราทุกคนก็ต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเราก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้ว  เช่น การประหยัดไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์แบบประหยัดพลังงานให้เป็นฉลากเบอร์ 5 ลดการใช้รถยนต์โดยเดินทางด้วยระบบรางมากขึ้น ลดการใช้น้ำลดปริมาณขยะ แยกขยะเพื่อหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์สูงสุด เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนของโลก

---------------------------

รศ.ดร. อรทัย ชวาลภาฤทธิ์

หัวหน้าโครงการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย/หน่วยปฏิบัติการวิจัยการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย