วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อพิพาทเรื่องดินแดนญี่ปุ่น-รัสเซีย

ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นที่รู้จักกันในกรณีหมู่เกาะเซนกากุ/เตียวหยูระหว่างญี่ปุ่นกับจีน

และกรณีเกาะทะเคะชิมะ/ด็อกโดระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ญี่ปุ่นมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับรัสเซียเช่นกัน ข้อพิพาทนี้มีความเป็นมาย้อนหลังกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 19 แต่การกลายมาเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซียเริ่มต้นขึ้นในช่วงท้ายสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ในประเทศญี่ปุ่นข้อพิพาทนี้เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อ “ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางตอนเหนือ” แต่ในระดับนานาชาติแล้ว ข้อพิพาทนี้ถูกเรียกว่า “ข้อพิพาทหมู่เกาะคูริล” ตามชื่อของดินแดนที่เป็นปัญหา

หมู่เกาะคูริลตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโดซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่นใกล้กับรัสเซีย หมู่เกาะคูริลนี้เรียงตัวเป็นเส้นโค้งทอดยาวจากตอนบนสุดด้านตะวันออกของเกาะฮอกไกโด ขึ้นไปจนถึงปลายแหลมคัมชัตกาของรัสเซียที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลโอฮอตสก์ตรงข้ามกับเกาะซัคคาลิน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะเริ่มต้น สิทธิเหนือหมู่เกาะคูริลเปลี่ยนไปมาตามการทำความตกลงระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย แต่ในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เพียงแค่สองวันหลังจากที่อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะ รัสเซียได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและบุกเข้าไปในแมนจูเรีย เกาหลี และซัคคาลินที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ และแม้ว่าญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945 แล้วก็ตาม รัสเซียก็ยังคงรุกคืบต่อไปและยึดเอาซัคคาลินตอนใต้ที่เสียให้กับญี่ปุ่นไปในสงครามญี่ปุ่น-รัสเซียกลับมา และยังยึดเอาหมู่เกาะคูริลทั้งหมดมาเป็นของตนเอง ซึ่งรวมไปถึงสี่เกาะตอนล่างสุดของหมู่เกาะที่ไม่เคยเป็นของรัสเซียมาก่อนด้วย

ต่อมาในระหว่างปี 1955-1956 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็น ญี่ปุ่นกับรัสเซียได้เจรจาสันติภาพกันและทางญี่ปุ่นมีท่าทีที่จะสละสิทธิในหมู่เกาะคูริลทั้งหมดให้แก่รัสเซียในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่อเมริกาได้เข้าแทรกแซงการตัดสินใจของญี่ปุ่น เนื่องจากอเมริกาเห็นว่าการสละสิทธิของญี่ปุ่นจะทำให้อเมริกาเสียผลประโยชน์ เพราะญี่ปุ่นจะใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศคอมมูนิสต์มากขึ้นในด้านพรมแดน และในขณะดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่ออเมริกาให้ต้องคืนเกาะโอกินะวะให้ญี่ปุ่น

และด้วยการกดดันอย่างหนักจากอเมริกา ญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนท่าทีของตนเองในเรื่องหมู่เกาะคูริลใหม่ จากการสละสิทธิทั้งหมดไปเป็นการเรียกร้องให้รัสเซียคืนสี่เกาะตอนล่างสุดของหมู่เกาะคูริลที่ไม่เคยเป็นของรัสเซียมาก่อนกลับมาให้ญี่ปุ่น การเปลี่ยนท่าทีของญี่ปุ่นนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาเรื่องหมู่เกาะคูริลพบกับทางตันและทำให้ญี่ปุ่นกับรัสเซียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันในการเจรจาครั้งนั้นได้ และยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน อีกทั้งเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ของสองประเทศมาตลอดระยะเวลาหกสิบปีที่่ผ่านมา

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบันเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญและทุ่มเทความพยายามให้กับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะคูริลนี้มากที่สุดคนหนึ่ง ในปี 2013 ข้อพิพาทหมู่เกาะคูริลมีแนวโน้มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ดีระหว่างอาเบะกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย แต่การบุกยึดไครเมียของรัสเซียในต้นปี 2014 ซึ่งนำไปสู่มาตรการลงโทษของกลุ่มประเทศจี-8 ต่อรัสเซีย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียเสื่อมทรามลงเพราะญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกจี-8 มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามมติของกลุ่มจี-8 ที่มีต่อรัสเซียในเวลานั้น

ต่อมาในปี 2015 ข้อพิพาทหมู่เกาะคูริลมีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม จากการที่รองนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีของรัสเซียเดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล รวมทั้งเกาะที่เป็นข้อพิพาทกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะการเยือนของรองนายกรัฐมนตรีรัสเซียที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อีกทั้งมีการประกาศให้ชาวรัสเซียอพยพเข้ามาอยู่ในหมู่เกาะคูริลมากขึ้นตามแผนพัฒนาตะวันออกไกลของรัสเซีย

และแนวโน้มที่เลวร้ายลงนี้ถูกย้ำอีกครั้งในเดือนถัดมา โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียได้กล่าวแถลงข่าวระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น ว่าญี่ปุ่นจะต้อง “ยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์” ในกรณีหมู่เกาะคูริลหากต้องการจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ข้อพิพาทหมู่เกาคูริลนี้สะท้อนถึงภาวะเขาควายทางภูมิศาสตร์การเมืองของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในทางหนึ่งญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับอเมริกามายาวนานและด้วยความสัมพันธ์นี้อเมริกาก็มีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นมากเช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศมีความแตกต่างทางการเมือง และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับญี่ปุ่นและอเมริกามาโดยตลอด

ดังนั้น ภารกิจทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้ของอาเบะจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก เพราะนอกจากท่าทีที่ไม่ผ่อนปรนของรัสเซียซึ่งเป็นคู่เจรจาแล้ว อเมริกาซึ่งเข้าแทรกแซงเรื่องนี้มาแต่ต้นก็มองข้อพิพาทนี้ในฐานะที่เป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ในเอเซียตะวันออกของตนเอง มากกว่าสิทธิอันชอบธรรมของญี่ปุ่นเหนือดินแดนที่เป็นปัญหา และไม่ปรารถนาที่จะเห็นญี่ปุ่นใกล้ชิดกับรัสเซียซึ่งเป็นคู่แข่งของตน

หากอาเบะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาข้อพิพาทนี้แม้บางส่วน เขาจะฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญที่นำดินแดนที่ญี่ปุ่นสูญเสียไปกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอดในกรณีข้อพิพาทหมู่เกาะคูริลนี้ ก็คือสิทธิของชนเผ่าไอนุที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีการอ้างสิทธิใดๆ ของทั้งญี่ปุ่นและรัสเซีย แต่อนาคตของชาวไอนุในเรื่องนี้มืดมนและไร้ทางออก เพราะชาวไอนุไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนเอง พวกเขามีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นหรือรัสเซียก็ตาม

 -------------------

ภาคภูมิ วาณิชกะ

ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย