ระเบิดต้องลงที่กระทรวงศึกษาอีกกี่ลูก?
วันก่อน ผมมีโอกาสไปทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ “สนทนาโต๊ะกลมว่าด้วยทรัพยากรมนุษย์ประเทศไทย” ที่จัดโดยสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกที่เชิญผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” ของไทยให้ช่วยสร้างชาติสร้างบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง
ท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ชิโร ซะโดะชิมะ ประกาศต่อหน้าผู้มาร่วมสนทนากว่า 200 คนเลยว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ช่วยเหลือประเทศไทยและจะเพิ่มความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็น “ฮับ” ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน หรืออย่างน้อยใน CLMV อันหมายรวมถึงกัมพูชา, สปป. ลาว, พม่าและเวียดนาม
รัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ น.พ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ มายืนยันว่าท่านจะผลักดันให้ระบบการศึกษาของประเทศ สร้างคนที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และการใช้มาตรา 44 เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารนั้นคือการ “ใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้ถูกทาง” อย่างจริงจัง
ท่านบอกว่าเป้าหมายหลักคือ การลดการควบคุมสถาบันการศึกษาจากกระทรวงฯ ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยบริหารตนเอง และยกระดับความร่วมมือของรัฐกับเอกชนเพื่อสร้างคนที่พึงปรารถนา
คุณกานต์ ตระกูลฮุน ประธานที่ปรึกษา SCG ตอกย้ำความสำคัญของการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนลงทุนในงบ “วิจัยและพัฒนา” หรือ R&D อย่างจริงจัง โดยมีกฎหมายให้เพิ่มแรงจูงใจทางด้านภาษีเพิ่มขึ้น เป็นการสามารถเอาค่าใช้จ่ายด้านนี้ลดหย่อนภาษีได้ 300%
แต่เดิม งบ R&D ของประเทศไทยอยู่ที่ 0.4% ของจีดีพี เป้าหมายใหม่คือจะดันให้ได้ 1.0% ในอนาคตอันใกล้นี้
คุณเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทยบอกว่าประเทศไทยขาดแคลนฝีมือ แรงงานที่มีทักษะโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้ง ๆ ที่ไทยอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ และเป็นฐานการผลิตส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้
โตโยต้าประเทศไทยมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย และต้องการจะสร้างให้คนไทยเป็นวิศวกรออกแบบรถยนต์ให้ได้ ด้วยการส่งพนักงานคนไทยไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง
คุณทานาดะบอกว่า หวังว่ารัฐบาลไทยจะช่วยผ่อนเบาค่าใช้จ่ายของบริษัท ที่ส่งคนไทยไปฝึกอบรมต่างประเทศอย่างไม่ขาดสายมาตลอด
รศ.ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่นและ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยืนยันตรงกันว่าในฐานะสถานการศึกษา สร้างคนป้อนอุตสาหกรรมของประเทศ จำเป็นต้องคอยประเมินความต้องการของตลาดทุกขณะ เพื่อผลิตนักศึกษาที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ
ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือนักศึกษาจบปริญญาตรีไร้ทักษะ หางานทำยากยิ่งขึ้นทุกวัน แต่ขณะเดียวกันตลาดแรงงานก็ขาดแคลนนักศึกษาด้านอาชีวะที่มีทักษะเหมาะกับงาน หรือที่จบแล้วทำงานได้เลย
ค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนที่ต้องการได้ปริญญา จึงไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาอาชีวะที่ทุกวันนี้เป็นที่ต้องการของตลาด และมีรายได้ไม่น้อยไปกว่าคนจบปริญญาตรี แต่การกระตุ้นให้เยาวชนไทยเรียนอาชีวะก็ยังเผชิญกับปัญหาที่ต้องมีการแก้ไขกันอยู่ต่อไป
ไทยจะเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางของการสร้างทรัพยากรมนุษย์ได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีแนวนโยบายที่ชัดเจน รู้ความต้องการของตลาด ส่งเสริมสถาบันการศึกษาที่ถูกทิศทาง ลดกฎระเบียบราชการที่บั่นทอนการบริหารการศึกษาที่ทันกับความต้องการ
และเปิดทางให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการวางแผนและลงมือปฏิบัติร่วมกัน เพื่อสร้างทักษะที่มีคุณภาพไม่เฉพาะในประเทศ แต่ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของภูมิภาคได้ด้วย
อีกทั้งยังต้องเน้นการเรียนการสอน STEM ซึ่งย่อมาจาก Science, Technology, Engineering and Mathematics อันหมายถึงวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้เท่าเทียมกับคนอื่น
เด็กไทยที่เก่งด้านนี้ก็เก่งสุดยอด แต่ที่แย่ก็แย่เหลือหลาย ขาดสมดุลและความต่อเนื่องจนกลายเป็นวิกฤต
ยิ่งต้องเผชิญกับสภาวะ “สังคมสูงวัย” หรือ Aging Society ก็ยิ่งทำให้ปัญหา “ทรัพยากรคน” กลายเป็นเรื่องร้ายแรงระดับชาติ
อาจารย์ท่านหนึ่งลุกขึ้นเสนอว่า STEM ยังไม่พอ ต้องเพิ่ม E หรือ English อีกตัวหนึ่งกลายเป็น STEEM ด้วย เพราะที่เด็กไทยแพ้ชาติอื่นไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ แต่เป็นเรื่องภาษาอังกฤษนี่เอง
รมช. ศึกษาธีระเกียรติเปรยขึ้นในช่วงหนึ่งของการเสวนาว่า
“หรือผมต้องสั่งปิดกระทรวงศึกษาสักหนึ่งเดือน...ทุกอย่างอาจดีขึ้น”
แม้จะเป็นการเปรยทีเล่นทีจริง แต่ดูเหมือนภารกิจการปฏิรูปกระทรวงศึกษายังเพิ่งจะเริ่มขึ้น
“ระเบิดลูกแรกลงที่กระทรวงศึกษาแล้ว ลูกที่สองกำลังจะตามมา...”
ผมแซวว่า “หรือระเบิดธรรมดาอาจด้านเสียแล้ว หวังว่าไม่ต้องถึงขั้นใช้ระเบิดปรมาณูนะครับ”








