กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี
(ครม.) พิจารณามาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอีกรอบ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปลายปีที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นไปอย่างคึกคักจากมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ของรัฐบาล โดยหวังว่ามาตรการที่ออกมาจะช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นการบริโภคของประเทศโดยรวมให้ฟื้นตัว ซึ่งหากสามารถกระตุ้นขึ้นมาได้ ก็จะทำให้สามารถประคองเศรษฐกิจโดยรวมต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
หากย้อนกลับไปพิจารณามาตรการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ดำเนินมากว่า 1 ปีนับแต่เข้าบริหารประเทศ จะเห็นได้ว่ามีความพยายามประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตต่อไปได้ แต่เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ส่งผลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งในเรื่องผลกระทบเชิงลึกต่อกำลังซื้อและรายได้ของประเทศ และภาวะยืดเยื้อของวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นค่อนข้างยาวนาน สลับกับสัญญาณการฟื้นตัวบ้าง แต่ก็ยังไม่มีทิศทางที่แน่ชัดนักว่าโลกจะพ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเมื่อไร
ดังนั้นหากพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จะเห็นว่าราคาพืชผลเพื่อการส่งออก อย่างเช่น ยางพารา และข้าว ราคาร่วงลงต่อเนื่อง ทำให้รายได้ภาคเกษตรหายไปค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยตรงของประชาชนและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่ามูลค่าผลผลิตด้านการเกษตรจะไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคเกษตรมีผู้คนจำนวนมาก ซึ่งย่อมส่งผลกระทบค่อนข้างกว้างในระบบเศรษฐกิจหลังกำลังซื้อถดถอย
มาตรการของกระทรวงการคลังในครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากครั้งก่อน เพียงแต่จะมีขนาดของมาตรการที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากกล่าวโดยรวมแล้วก็เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง โดยรัฐบาลสูยเสียรายได้จากภาษีไปบ้าง แต่ก็ทำให้การจับจ่ายใช้สอบของประเทศฟื้นตัวขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวอาจได้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะในที่สุดแล้วการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยก็ขึ้นกับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก และตราบใดที่เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัว ก็เป็นเรื่องยากมากจะมีมาตรการใดมาแทนได้
อันที่จริง มาตรการของกระทรวงการคลัง เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ แทบไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของแนวความคิดในการแก้ปัญหา เพียงแต่ประเทศเรามีขนาดเล็กและปัญหาไม่ใหญ่โตเหมือนประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เผชิญวิกฤติในขณะนี้ ซึ่งออกมาตรการมาเมื่อไรก็ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆที่ทุกประเทศใช้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินหรือการคลังก็ล้วนแต่ประคองให้ระบบเศรษฐกิจมีเวลาในการปรับตัวเพื่อหาสมดุลใหม่เท่านั้น
แต่ประเด็นสำคัญคือเราไม่รู้ว่าจุดสมดุล หรือมาตรการอะไรที่ทำให้เกิดความสมดุลได้อย่างแน่ชัด ทำให้สิ่งที่เราเห็นมาตรการของประเทศต่างๆที่ออกมา รวมทั้งประเทศไทย คือการประคับประคองปัญหาไม่ให้ลุกลามใหญ่โตจนแก้ได้ลำบาก ซึ่งหากดูมาตรการของกระทรวงการคลังที่กำลังจะออกมา ก็คงไม่ต่างจากเดิม กล่าวคือ พยายามประคับประคองหรือซื้อเวลาให้สถานการณ์ในระดับโลกคลี่คลายเท่านั้น และเศรษฐกิตเปิดอย่างไทยก็คงไม่มีทางอื่นมากนัก นอกจากรอเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
เราเห็นว่าบางกรณีมาตรการในลักษณะนี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศเล็กๆอย่างไทย และเราเชื่อว่าหากสามารถชี้แจงให้เข้าใจได้ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้ เพราะมาตรการครั้งที่ผ่านมา ถูกวิจารณ์ว่าคนกลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อานิสงส์จากมาตรการ ดังนั้นหากมาตรการใหม่ที่ออกมาน่าจะคำนึงถึงในจุดนี้ หรือกรณีมีคนกลุ่มต่างๆมากมาย ก็ควรมีมาตรการในลักษณะเดียวกัน แต่รัฐบาลต้องอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรและต้องแก้กันอย่างไร








